
ทุกคนอยากมีความสุข ทุกคนอยากมีความสำเร็จ มิใช่เพียงแค่ในหน้าที่การงาน แต่ในทุกด้านของชีวิต มิใช่เพียงแค่ความสุขชั่วครู่ หรือความสำเร็จชั่วคราว แต่เป็นความสุขและความสำเร็จที่มั่นคงยั่งยืน แล้วเหตุใด โลกทุกวันนี้ จึงมีน้อยคนนักที่สมปรารถนา
การที่ชีวิตคนเรายังไม่อาจประสบความสุขและความสำเร็จอย่างยั่งยืน น่าจะมาจากสาเหตุ 3 ประการต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง คนเราทุกคนต่างก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ เราเองก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีข้อบกพร่อง คนอื่นก็ยังมีข้อบกพร่อง เราลองถามตัวเอง หรือถามคนรอบข้างดูสิว่าใครคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่องเลยบ้างซึ่งเราจะพบว่า ไม่มีเลย แล้วถ้าหาก มีใครสักคนบอกว่าตนเองนี่แหละสมบูรณ์แบบ ทุกคนคงจะอึ้ง แล้ว มองว่าคนผู้นั้นเป็นคนที่หลงตัวเองอย่างหนักก็เป็นได้
ประการที่สอง คนเราทุกคนต่างมีทิฐิมานะ คือ ความ ถือตัว ถือตนว่าเราทำดีแล้ว ถูกต้องแล้ว หรืออยู่ในสถานะที่ดีแล้ว ใครทำอะไรที่มากระทบศักดิ์ศรีของเราเข้าหน่อย เป็นต้องมีเรื่อง ขัดใจกัน
ประการที่สาม คนเรามักลืมความดีของผู้อื่น เวลาที่มีเรื่อง ไม่ชอบใจ
ทั้งสามประการนี้เป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้คนเราประสบความสุขความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นสาเหตุให้เกิดกระบวนการบั่นทอนศักยภาพของแต่ละบุคคลอีกด้วย โดยมีขั้นตอนการเกิดขึ้นดังนี้
เมื่อคนเราทำงานร่วมกัน หรือใช้ชีวิตร่วมกัน แม้จะเข้ากันได้ดีมีความสุข แต่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ก็คงต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง เนื่องจากคนแต่ละคนล้วนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เมื่อไรข้อบกพร่องมากระทบกันเข้า ก็มักจะเกิดเรื่องประกอบกับแต่ละคน ก็ล้วนมีทิฐิมานะ ถือดี ถือว่าตัวเราเป็นฝ่ายถูก เขาเป็นฝ่ายผิด เรื่องราวจึงบานปลาย ยิ่งมาบวกกับการเป็นคนขี้ลืม คือลืมความดีของอีกฝ่าย เพราะมัวแต่นึกถึงข้อบกพร่องของเขา ทั้งที่ส่วนดีของเขา ก็มีอยู่ไม่น้อย เคยช่วยเหลือกันมาก็มาก แต่กลับนึกไม่ออก เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันจึงไม่มีใครยอมใคร เราก็จะรู้สึกว่าถูกดูหมื่นศักดิ์ศรี ยิ่งคิดยิงหงุดหงิด ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ ยิงคิดยิ่งแค้น ทำไม เขาถึงทำกับเราอย่างนี้ จะมีแต่คำว่า “ทำไม .. ทำไม” อยู่ในใจ

สิ่งที่ตามมาก็คือ เกิดความคิดที่ว่า เราสู้อุตส่าห์ทุ่มเท ทำงานมาขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เห็นความสำคัญของเรา ไม่ให้เกียรติเรา เมื่อคิดอย่างนี้ เวลาทำงานก็จะเริ่มเกิดอาการเฉื่อยชา ทำอะไร ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่อยากทำ ด้วยหมดกำลังใจ พร้อม ๆ กับเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจอีกว่า “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” จึงลดฝีมือการทำงาน ลดความทุ่มเทในงาน และบางคนก็ถึงกับลา ออกจากงาน เพื่อจะให้ผู้อื่นเห็นว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากไม่มี “ฉัน” ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้คนอื่นเห็นความสำคัญของตนเอง
คนที่มีความคิดว่า “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” นั้น สุดท้าย คนที่จะต้องรู้สึกเดือดร้อนมากที่สุดก็คือตัว “ฉัน” ที่ยึดมั่นถือมั่น ถือตนถือตัวนั่นเอง
ดังนั้นผู้ปรารถนาให้ชีวิตมีความสุขความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องไม่มีความคิดที่ว่า “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” เกิดขึ้นมาในใจ โดยเด็ดขาด
การแก้ปัญหาโดยเอากิเลสมาข่มกันไม่เคยเกิดผลดี การเอาชนะคะคานกันด้วยทิฐิมานะ ล้วนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการหนีปัญหาก็ไม่ใช่ทางออกของชีวิต เพราะคงต้องหนีไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่สาเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ เมื่อรู้ว่าเราเองมีอาการขี้ลืม ก็ให้รู้จักทบทวนความดีของผู้อื่น ทบทวนให้มากให้ตรงตามความเป็นจริง เขามีข้อดีตรงไหน บางอย่างเป็นความดีที่เขาทำกับเราโดยตรง บางอย่างเป็นสิ่งที่เขาทำให้เกิดผลดีต่อหมู่คณะต่อองค์กร เราก็จะเห็นความดีที่เขามีอยู่

อย่างไรก็ตามถ้าคิดถึงความดีของผู้อื่นไม่ออกหรือไม่ อยากจะคิด เพราะความโกรธ ความหงุดหงิด ความน้อยใจ ขอแนะนำว่า ให้ใช้วิธีเขียน เพราะการเขียนจะช่วยจัดระเบียบความคิดให้เป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเราได้ค่อย ๆ พิจารณาทบทวนไป ความทรงจำถึงความดีนั้นจะค่อย ๆ คืนมา เมื่อเห็นถึงความดีของผู้อื่น ใจเราก็จะสบาย สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ การบริหารจัดการ ในหมู่คณะก็จะราบรื่น ประสานกันได้ดี
ขณะเดียวกันก็ต้องย้อนกลับมามองดูข้อบกพร่องของตัว เราเองว่า ตัวเรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เพราะเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่า ในการกระทบกระทั่งกันนั้น เราเองก็มีล้วนอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อได้ลองพิจารณาดูข้อบกพร่องของตัวเองบ่อย ๆ ดูความดีของคน อื่นเขาบ่อย ๆ เช่นนี้แล้ว เราก็จะปรับสมดุลได้โรคขี้ลืมจะเริ่มหาย ทิฐิมานะก็จะเบาบาง เพราะพบว่าเราเองก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ ข้อบกพร่องก็มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว เมื่อตระหนักอย่างนี้ก็พอจะยอมรับกันและกันได้ความขุ่นมัวก็จะคลายใจจะเริ่มใสขึ้น เริ่มเห็น สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง รู้ว่าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าตัว เรามีสติอีกลักนิด ทำอะไรให้รอบคอบรัดกุมอีกสักหน่อย ก็คงจะไม่เกิดเรื่อง ใจที่เปิดแล้วจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ง่าย โดยแก้ที่ตัวเราเองก่อน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วชีวิตเราก็จะก้าวหน้า เพราะได้ฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
นักทำงานคนไหนที่คิดได้อย่างนี้ เมื่อมีเรื่องมากระทบก็จะไม่หงุดหงิด ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะถูกผู้ใหญ่ว่ากล่าว ตำหนิเพราะ ความเข้าใจผิด ก็จะไม่น้อยอกน้อยใจ เพราะรู้แล้วว่าความรู้สึกเหล่านั้นมีแต่จะบั่นทอนตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีเหตุมากระทบ ขอแนะนำให้ ทำใจนิ่ง ๆ แล้วก็ทำความดีต่อไปอย่างไม่ลดละ ด้วยความสุขุม รอบคอบ ด้วยสติและด้วยปัญญา สักวันความจริงก็จะปรากฏเป็นที่ประจักษ์ และเมื่อนั้น คุณค่าในตัวเราที่ได้ตั้งใจทำงานด้วยความ หนักแน่น ก็จะทำให้เราได้รับความเชื่อถือไว้วางใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ดังนั้น เมื่อตัดสินใจทำอะไรจึงต้องมองให้ไกล อย่าไปติดใจ แค่ประเด็นเฉพาะหน้า อย่าปล่อยให้ความคิดลบมาบั่นทอน ศักยภาพและอย่าหนีปัญหา จนตัดโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิต ตรงข้ามถ้าเราหนักแน่นมั่นคง เดินหน้าพัฒนาศักยภาพ ทำงานออกมาให้ดียิ่งขึ้น ความดีที่ทำจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้
ในด้านอื่น ๆ ของชีวิตก็เช่นกันไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การสร้างครอบครัว หรือการสร้างบารมี หากเราได้นำหลักการเหล่านี้ไปประคองชีวิต เราก็จะสามารถสั่งสมคุณค่าในตนเอง จนสามารถพบกับความสุขและความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้
จากการสังเกตเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ พบว่า ชนเผ่าเร่ร่อนเป็นกลุ่มชนที่ยากจะสร้างอารยธรรมที่รุ่งเรืองได้ เช่น ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย เมื่อเร่ร่อนไปพบว่าพื้นที่ตรง ไหนมีแอ่งน้ำ ทุ่งหญ้า ก็จะต้อนฝูงสัตว์ไปกินหญ้า กินนํ้าตรงนั้น พอหญ้าหมด นํ้าหมด ก็ย้ายไปที่ใหม่ แสวงหาไปเรื่อย ๆ การดำรง ชีวิตเช่นนี้ ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นชีวิตที่สบายไม่ต้องเสียเวลาปลูกหญ้า อาศัยของธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องเร่ร่อน ไปเรื่อย ๆ เช่นนี้จึงทำให้ไม่มีความคิดที่จะตั้งหลักแหล่งสร้างบ้าน เรือนที่มั่นคงแข็งแรงถาวร กรณีของคนทำไร่เลื่อนลอยก็เช่นกันใช้ วิธีเผาป่าเพื่อทำการเพาะปลูก เมื่อปลูกพืชไปจนดินหมดสภาพก็จะย้ายที่ ไปเผาป่าที่อื่นต่ออีก จึงไม่ได้พัฒนาความรู้ในการบำรุง รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่สามารถลงหลักปักฐานหรือคิดสร้างสรรค์อะไรที่ยั่งยืนได้เลย
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในเขตที่อากาศหนาวเย็น โดยส่วนใหญ่จะมีความเจริญทางอารยธรรมมากกว่าเขตร้อน เพราะถูกบีบคั้นจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ขณะที่กลุ่มชนในเขตร้อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่า อากาศไม่หนาวเกินไปไม่ร้อนเกินไป นอนใต้ต้นไม้ก็ยังอยู่ได้ในน้ำ มีปลาในนามีข้าว หาเช้ากินคํ่าก็อยู่ได้ไม่อดตาย เมื่อธรรมชาติไม่ค่อยบีบคั้น จึงดำเนินชีวิตไปแบบสบาย ๆ
ค

ส่วนในเขตเมืองหนาว ถ้าคิดทำงานแค่หาเช้ากินค่ำจะไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะจะอดตายในฤดูหนาว ดังนั้นในช่วงฤดูร้อนซึ่งพอจะแสวงหาอาหารได้ จึงต้องเตรียมเสบียงไว้สำหรับฤดูหนาว นอกจากนี้การจะรับภัยหนาวได้นั้น จะต้องสร้างบ้านเรือน อย่างมั่นคง ก่อด้วยอิฐหินอย่างแน่นหนา เรียกว่าธรรมชาติบังคับ ทำให้คนรู้จักต่อสู้กับอุปสรรค รู้จักการวางแผนระยะยาว อย่างน้อยก็ต้องปีชนปี เพราะความอดทน ยืนหยัดสู้เช่นนี้ จึงสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ ตรงกันข้าม ถ้าพบอุปสรรคแล้วหนีไปเรื่อย ๆ อพยพเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ไปหาที่สบายกว่า ดีกว่า ย่อมไม่อาจสร้าง ความเจริญก้าวหน้าได้
ชีวิตของเราก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำงานที่ใด ย่อมมีอุปสรรค ทั้งนั้น ถ้ามีอุปสรรคแล้วน้อยใจลาออก ย้ายที่หนีไปเรื่อย ๆ สุดท้าย ก็จะเอาดีไม่ได้ แต่ถ้ายืนหยัดสู้ ตั้งใจแก้ไขปรับปรุงตนเอง ไม่หนี ปัญหา สุดท้ายเราจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสุขและความสำเร็จ อย่างยั่งยืน
ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC






*เมื่อสมัครแล้วจะมี verify e-mail ไปแจ้งให้คลิกเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง 







