
ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ของชาวจีนในการจัดอาคารสถานที่ให้ลงตัวเพื่อความอยู่เป็นสุขและความเป็นสิริมงคล ฮวงจุ้ยเป็นภาษาแต้จิ๋ว ถ้าหากออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางคือ เฟิงสุ่ย เฟิง แปลว่า ลม , สุ่ย แปลว่า น้ำ คือศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของลมและน้ำ รวมถึงการจัดอาคารสถานที่ทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งน่าแปลกว่า หลังจากที่ทางพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาปกครองประเทศจีน แล้วพยายามจะลบล้างความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ยของคนจีน ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร คนจีนไม่ค่อยเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยขึ้นมา แต่ก็ยังมีความเชื่ออยู่ 1 ใน 3 ของประชากรแต่ปรากฏว่าฝรั่งซึ่งเป็นคนที่ค่อนข้างจะหัวทางวิทยาศาสตร์แท้ ๆ กลับหันมาสนใจเรื่องฮวงจุ้ยกันมากขึ้น แม้กระทั่งตอนที่บิลคลินตันเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา ยังให้ซินแสที่เชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ยมาจัดฮวงจุ้ยของโอวอลออฟฟิส ที่ทำงานของประธานาธิบดีในทำเนียบขาว ที่กรุงวอชิงตัน
ซึ่งศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับฮวงจุ้ยจะมีอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ
1. เรื่องของกายภาพ หรือว่า Physical
2. เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก หรือว่า Emotional
หลัก 2 ข้อนี้ เป็นหัวใจของการตัดสินและการจัดฮวงจุ้ย จัดอย่างไรให้อยู่แล้วรู้สึกว่าสบายใจมีความสุข ขณะเดียวกันทางด้านกายภาพทาง Physical ก็ลงตัวด้วย ถ้ามองอย่างในแง่อย่างนี้แล้วก็อาจจะบอกว่าฮวงจุ้ยเป็น Architecture หรือเป็นสถาปนิกแขนงหนึ่งก็ว่าได้ อยู่ที่ว่าจะมองในความหมายกว้าง หรือว่าความหมายแคบหรือจะมองในทางกลับกันว่าสถาปนิก หรือ มัณฑนศิลป์ ที่เน้นการจัดตกแต่งภายใน การออกแบบอาคาร หรือว่าการจัดสวนก็เป็นศาสตร์หนึ่งของฮวงจุ้ยก็ว่าได้ ถ้ามองอย่างนี้แล้วเราก็จะพบว่าฮวงจุ้ยกับศาสตร์สมัยใหม่ ที่ศึกษาและใช้งานกันอยู่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไร อยู่ที่แง่มุมมองบางอย่างที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองบ้างเท่านั้นเอง
ทีนี้เรามาดูทีละข้อ เอาเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกก่อน อย่างเช่นเราจะเคยได้ยินว่า บ้านหลังไหนอยู่ทาง 3 แพร่ง จะแรงมากคืออันตราย อยู่แล้วไม่ค่อยเจริญคนที่อยู่บางทีก็ป่วยบ้าง ไม่ค่อยดีบ้าง ก็จะโทษว่าเป็นทาง 3 แพร่งไม่ดี คนไทยเราจะคุ้น คำว่าทาง 3 แพร่ง ศาสตร์ไทยด้วยซ้ำไป ไม่เฉพาะจีนหรอกคนไทยก็คุ้นกับคำนี้มานาน เขาบอกว่าทาง 3 แพร่ง เฮี้ยน ต้องบอกว่ามีผลเหมือนกัน เป็นผลจากเรื่องที่อธิบายได้ ไม่ใช่ว่าทาง 3 แพร่งแล้วจะมีผีเจ้าที่แรง ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเป็นทาง 3 แพร่ง แล้วบ้านเราไปตั้งอยู่ตรงทาง 3 แพร่ง ถนนที่รถวิ่งมา มาถึงบ้านรถวิ่งไปวิ่งมานี่เรามองไปเหมือนกับว่ารถจะวิ่งมาชนบ้าน แล้วค่อยเลี้ยวไปทางอื่น รถกี่คัน ๆ ก็วิ่ง ทั้งกลางคืนไฟก็ส่องไฟมาที่บ้าน คนอยู่ในบ้าน เห็นรถวิ่งเข้าใส่ตัวตลอดเหมือนกับมีแรงกดดัน อึดอัด ความเป็นส่วนตัวก็หายไปรู้สึกว่ามีอะไรมากดดันตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผลคือว่าอยู่แล้วไม่ค่อยจะสบายใจ นี่คือที่มาของคำว่าทาง 3 แพร่งมันแรงอยู่แล้วไม่ค่อยดีเพราะอย่างนี้นี่เอง ถ้าคนเข้าใจก็หาทางบังมุม หลบเลี่ยงอย่าให้อาคารหันหน้าเข้าหาพระจันทร์กับถนนที่พุ่งเข้าใส่โดยตรง หาทางหลบให้เฉียง ๆ หรือว่าหาต้นไม้มาบัง

เช่นอยู่ในฮ่องกงสร้างอาคารสูงเป็นร้อยชั้นอยู่ทาง 3 แพร่งพอดี ต้องทำแบบมีกระจกบังพุ่งมาให้สะท้อนกลับหมด หรือบางทีของเราเองก็มีอยู่แถวสะพานแขวน เขาบอกว่าสะพานแขวนกับมังกรที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพุ่งเข้ามาใส่ เพราะฉะนั้นอาคารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเช่นสำนักงานใหญ่ของแบงค์กสิกรไทย ก็ต้องสร้างสิงโตคู่เอาไว้แล้วก็ส่งเสียงคำรามไว้ขู่มังกร แล้วก็ทำให้ยอดของอาคารเป็นเฉียง ๆ เป็นตัวสะท้อนกลับ แรงกดดันจากมังกรคือสะพานแขวน อันนี้พระอาจารย์ก็ฟังเขาว่ามาต้องขออภัยด้วยที่มีการพาดพิงถึงชื่ออาคาร และสิงโตคู่ก็คอยขู่คำราม ให้คนอยู่ อยู่แล้วรู้สึกสบายใจขึ้น มีการสู้พลังอื่น ๆ ที่จะมาคุกคาม นั่นเขาว่าของเขาอย่างนั้น เราก็ฟังไว้
แต่โดยหลักเหตุผลที่อธิบายได้ คือว่าเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเรานึกง่าย ๆ เราก็นึกออกใช่ไหม เราทำอะไรอยู่ถ้ามีคนดูเราอยู่ตลอดเวลา มีอะไรพุ่งเข้าหาเราตลอดเวลานี่มันอึดอัด ไม่สบายใจเหมือนมีแรงกดดัน ฉะนั้นก็ต้องมีการบังมุมกันหน่อย นี่คือที่มาของคำว่าทาง 3 แพร่ง
หรือว่าอีกคำที่เราเองเราพอจะคุ้น ๆ กันอยู่บ้างถ้าคำจีนแต้จิ๋ว เป็น แชเล้งแปะโฮ่ว ถ้าหากแปลเป็นไทยคือ แชเล้ง แปลว่า มังกรเขียว,แปะโฮ่ว แปลว่า เสือขาว ฮวงจุ้ยไหนเป็นมังกรเขียวและเสือขาวแล้ว จะเป็นฮวงจุ้ยดีมาก คือด้านหลังมังกรเขียวคือภูเขา เป็นทิวเขา เป็นเทือกเขาสีเขียว เปรียบเหมือนมังกรเขียว แปะโฮ่ว เสือขาวคือธารน้ำ ที่ไหนบ้านไหนหลังพิงภูเขาด้านหน้ามีธารน้ำหรือมีสระน้ำอยู่ ทำเลอย่างนี้ดีสุดๆ เพราะว่าการที่พิงภูเขาความรู้สึกมั่นคง มองไปแล้วหลังพิงภูเขาอะไรจะมาเขย่านี่ไม่โยกไม่คลอน เพราะมีภูเขาเป็นแบคกราวด์ให้พิง ส่วนด้านหน้าธารน้ำ ก็คือเย็นชุ่มชื่น เย็นสบาย สบายใจ มีน้ำไหลบ้างและมีน้ำใส ๆ ให้ดูก็สบายอกสบายใจ แต่ในทางฮวงจุ้ยเขาบอกว่า น้ำเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมังกรเขียวเสือขาวแล้วก็มีทั้งโภคทรัพย์ไหลมาเทมาด้วย ขณะเดียวกันก็เกิดความมั่นคงด้วย ถือเป็นทำเลชั้นหนึ่ง ขนาดว่าจะไปสร้างฮวงซุ้ยให้กับปู่ย่าตายาย สร้างสุสานที่ไหนทำมังกรเขียวเสือขาวก็ถือว่าทำเลชั้นหนึ่ง ถึงแม้จะมีราคาแพง ก็มาจากจิตใจและความรู้สึกของคนนั่นเอง
ถ้าสังเกตซินแสนักจัดฮวงจุ้ย เวลาเขาจัดอย่าไปดูเฉพาะตัวอาคารใหญ่ ๆ ดูย่อยไปภายในด้วย จะเน้นความประสานกลมกลืน ดูแล้วทุกอย่างจะพอดีพอเจาะผสานกลมกลืนกัน พอเราเข้าใจอย่างนี้ เราจะพบว่าฮวงจุ้ยไม่เฉพาะการสร้างอาคารหรือดูทำเลในเรื่องภูมิศาสตร์ที่ทางเท่านั้น แต่อาคารที่สร้างแล้วจะจัดอย่างไร การตกแต่งภายในก็เป็นฮวงจุ้ยอย่างหนึ่ง ให้ประสานกลมกลืนดูแล้วสบายใจ อยู่แล้วสบายใจ รู้สึกอะไรพอเหมาะพอดี จะมีงาช้างคู่เข้ามาโค้งจดกันพอดีกับสิ่งตกแต่งอย่างอื่น เฟอร์นิเจอร์อย่างอื่นในอาคาร ม่าน และทุกอย่างกลมกลืนและพอเหมาะ เข้าไปถึงแล้วรู้สึกสบายใจ ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก มัณฑนศิลป์ที่เก่ง ๆ เขาจัดตกแต่งภายใน ตกแต่งเสร็จแล้วรู้สึกโทนสี การวางเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น เก้าอี้ โซฟา โต๊ะ ตู้ ทุกอย่างลงตัวพอเหมาะพอเจาะ พอลงตัวเราไปอยู่ก็รู้สึกสบายใจ เป็นศาสตร์ที่อธิบายได้ ไม่ใช่ศาสตร์ลี้ลับลึกลับอะไร เป็นเรื่องอารมณ์และความรู้สึก

นักจัดสวนบางคนสามารถจัดสถานที่ไม่กี่ตารางวา แต่แต่งสวนแล้วออกมาดูดี บ้านก็ที่มีนิดเดียวแต่มีต้นไม้ขึ้นมุมนั้นมุมนี้บ้างทำให้คนอยู่ อยู่แล้วสบายใจ นี่ก็คือการจัดฮวงจุ้ยอย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นอย่างนี้ ถ้าดูให้ละเอียดต่อไปเราจะพบว่า ถ้าอย่างนี้ฮวงจุ้ยไม่เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องอาคาร หรือการตกแต่งทั้งภายใน ตกแต่งสวนเท่านั้น แม้แต่ตัวของเราแต่ละคนก็เป็นฮวงจุ้ยตัวเอง ใส่เสื่อผ้าอย่างไรดูแล้วสบายใจหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เราเห็นวัยรุ่นแต่งตัว ทำไมกางเกงมันใหม่ๆ บอกไม่ทันสมัย ยีนส์ใหม่ ๆ ไม่ฮิตต้องไปฟอกขาว ถ้าสมัยก่อนไม่มียีนส์ฟอกขาว ทำอย่างไรรู้ไหม สมัยอาตมาอยู่มัธยม เพื่อนซื้อกางเกงยีนส์มาใหม่สีน้ำเงิน นั่งเอาแปรง ปกติก็ไม่ได้ขยันเท่าไร แต่อยากจะให้ทันสมัย อุตส่าห์เอาผงซักฟอก เอาไฮเตอร์มาแล้วขัดแล้วขัดอีก แปรงขัดแล้วขัดอีกจะให้สีมันซีด ดูแล้วมันทันสมัยดีว่าอย่างนั้น หรือบางทีต้องหาทางเอาอะไรมาหยด ๆ มากัด ๆ ให้เป็นรูขาด ๆ กางเกงต้องขาด ๆ เป็นรู หน่อย รู้สึกว่าฮิตดีว่าอย่างนั้น นี่ กลายเป็นว่าจะทำอย่างไรให้ดูประหลาด ๆ เดินไปบนถนนแล้วคนเหลียวมอง รู้สึกว่าต้องการเป็นจุดสนใจ แล้วแข่งกันว่าใครแปลกกว่ากัน เดินไปแล้วคนรู้สึกว่าเป็นตัวประหลาดหลุดมาจากไหน รู้สึกอย่างนั้นมันทันสมัยมันโก้ อย่างนี้ก็ไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย จะถูกหลักฮวงจุ้ยต้องแต่งแล้วดูดี สบายใจ เห็นแล้วรู้สึกว่าพอเหมาะทั้งเสื้อ ทั้งกางเกง เข็มขัด เนคไท ไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนม ธรรมดา ๆ ตั้งแต่ผม หน้าตา เล็บมือเล็บเท้า ทุกอย่างพอดูแล้วเป็นระเบียบเรียบร้อย สุภาพ สงบ ดูแล้วสบายใจดูแล้วน่าเชื่อถือ นี่คือการแต่งตัวที่ถูกหลักฮวงจุ้ย ฉะนั้นฮวงจุ้ยใช้ได้ตั้งแต่ตัวของเราภายในขึ้นมา ขยายไปถึงทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเรา ในด้านของ Emotional อารมณ์ความรู้สึกก็เป็นอย่างนี้

และก็ในอีกด้านหนึ่ง คือด้านกายภาพ หรือว่า Physical อันนี้ก็มีผล อย่างเช่นทิศทางลมเป็นอย่างไร ทิศทางแดดเป็นอย่างไร เราสังเกตดี ๆ สมมุติว่าสร้างบ้าน ถ้าหากว่ามีระเบียงหันหน้าไปทางทิศใต้ ในประเทศไทยเขาบอกว่าไม่ค่อยดีเพราะประเทศไทยอยู่ทางซีกโลกด้านเหนือ ดังนั้นพระอาทิตย์ไม่ใช่วิ่งตะวันออก ตะวันตกอย่างเดียว แต่ว่าจะเฉียง ๆ เราไปสังเกตดูเถอะ จะเฉียงค่อนไปทางด้านทิศใต้ ดังนั้นถ้าเราสร้างบ้านแล้วหันหน้าไปทางทิศใต้ ปรากฏว่าแดดจะส่องเข้ามาทางระเบียงบ้านตลอด ทั้งเช้าทั้งบ่ายระเบียงบ้านเราเจอแต่แดด นั่งเล่นแทบไม่ได้ แต่ถ้าเกิดหันหน้าของระเบียงบ้านไปทางด้านทิศเหนือแทน แดดส่องมาทางทิศใต้ ตัวอาคารบ้านเรือนเราจะช่วยให้ร่มเงาไปด้วย ผลคือระเบียงบ้านเราเย็นทั้งเช้า เย็นทั้งช่วงเย็น นั่งเล่นสบายใจทั้งวันเป็นต้น ฉะนั้นจะสร้างอาคารบ้านเรือนอย่างไรต้องให้ความสำคัญกับทิศทางของแดด แล้วก็ทิศทางของลม เช่นเรารู้นี่เมืองไทยเราเองเป็นเมืองร้อนใช่ไหม ถ้าช่วงหน้าร้อน หน้าฝนลมจะมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากแถบมหาสมุทรอินเดียเข้ามา ฉะนั้นเรารู้ว่าลมมาทิศนี้หน้าต่างทิศทางรับลมก็ต้องให้รับลมทิศให้ดี ลมพัดมาถึงสามารถรับลมเข้าบ้านได้อย่างสบาย ไม่ใช่รู้ว่าลมมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วไปสร้างห้องน้ำทางนั้นพอดีเป็นอย่างไร จะได้เหม็นทั่วถึงทั้งบ้าน ผิดหลักฮวงจุ้ย เพราะฉะนั้นต้องสังเกตให้ดีว่าตรงไหนทางลมเข้า เราเอาหน้าต่างไปไว้ตรงนั้น ตรงไหนเป็นจุดอับลมอยู่แล้ว เราก็เอาห้องน้ำไว้ตรงนั้น แต่ว่าลมผ่านมาที่อื่นแล้วก็สามารถเข้าห้องน้ำ และก็ไม่ให้ห้องน้ำอับชื้น แต่ว่าไม่ใช่เอาห้องน้ำมาอยู่เหนือลม ต้องดูทิศทางลมนี้ให้ดี
พอหน้าหนาว ลมมาจากแถวไซบีเรีย คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีปัญหาเพราะว่าหน้าหนาวเราไม่ต้องการลมมาก ฉะนั้นเราก็สังเกตสิ่งเหล่านี้ให้ดี และก็ให้การระบายอากาศ อย่าให้หน้าต่างน้อยเกินไป ให้รู้สึกว่าลมพัดอยู่เสมออยู่ข้างในแล้วไม่อึดอัด เพราะมีอากาศพอเพียงในการหายใจ อย่างนี้เป็นต้น
ปลูกต้นไม้จะปลูกทิศไหน มุมไหนที่พอดี นี่คือเรื่องของฮวงจุ้ยโดยอิงหลักกายภาพ หลักทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตเราก็จะเป็นนักจัดฮวงจุ้ยได้คนหนึ่งเหมือนกัน มาจากพื้นฐานการเป็นอยู่ที่สุขสบายทั้งกายภาพและอารมณ์ความรู้สึก นี่คือพื้นฐานของฮวงจุ้ย จากมุมมองทางด้านพุทธศาสตร์ คือเรื่องของเหตุและก็ผล ไม่ใช่เรื่องของศาสตร์ลี้ลับอะไรต่าง ๆ มากมาย
คราวนี้ถ้าถามว่า ฮวงจุ้ยทางพุทธศาสตร์ต้องมีอะไรอีกบ้าง ก็ขอย้ำอีกครั้งว่าให้มองตั้งแต่จุลภาคถึงมหภาค คือเริ่มจากตัวของเราก่อน และตัวของเราเองที่อยู่ภายในตัวก็คือใจ ฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดของใจเราเองอยู่ตรงไหน ถ้าศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นี่คือจุดที่เป็นชัยภูมิในฮวงจุ้ยที่สุดของใจเอาใจมาอยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เมื่อไรทุกอย่างจะดีไปหมด ตรงนี้คงไม่ขยายความมาก ถัดมาคือตัวของเราให้เริ่มดูความสะอาดทุกอย่างให้พอดี พอเหมาะ ถูกกาลเทศะ การแต่งเนื้อแต่งตัว กิริยามารยาทตัวเราเองดูให้พอดี ดูเน้นที่ความสะอาดถูกต้องตามกาลเทศะ ตามมารยาทสังคมเป็นหลัก

ขยายตัวเราออกมา ก็คือห้องที่เราอยู่ ฮวงจุ้ยอย่าไปมองแต่ใหญ่ ๆ อย่างเดียว อาคารบ้านเรือนอย่างเดียว โต๊ะทำงานของเรา จัดฮวงจุ้ยหรือยัง โต๊ะเราสะอาดของเป็นระเบียบเรียบร้อย นั่งแล้วสบายใจ ถ้าเกิดบนโต๊ะเรากองเอกสารไว้เยอะ บางทีอาตมาเองมีประสบการณ์เอง ว่าบางครั้งถ้างานเยอะๆ เอกสารกองไว้มากๆ นั่งลงยังไม่ทันทำงานรู้สึกว่าหนักใจก่อนแล้ว หันไปเรื่องนั้นก็ยังไม่เสร็จ เรื่องนี้ก็ยังไม่เสร็จ แต่ถ้าเกิดว่าเราเคลียร์ให้เรียบร้อยนั่งแล้วสบายใจ ถึงคราวมีอะไรมาเราก็ทำไล่ไปทีละอย่าง ฮวงจุ้ยบนโต๊ะก็ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราได้ หรือว่าในตู้เก็บของ ของเราเองไม่ใช่พอเปิดแล้วของทะลักออกมาอย่างนี้ผิดหลักฮวงจุ้ยเหมือนกัน ต้องจัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย คุณยายอาจารย์ท่านบอก “ หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา” ต้องเป็นอย่างนั้น พาสบายใจไปด้วยถ้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ตู้เสื้อผ้าเรียงให้เป็นระเบียบ และก็เสื้อผ้าตัวไหนจะแขวน ตัวไหนจะพับ จะอะไรต่าง ๆ นานาจัดเป็นมุมให้ดี ตรงนี้ชั้นนอกตรงนี้ชั้นในอะไรต่าง ๆ นานา นี่ก็เป็นฮวงจุ้ยอย่างหนึ่ง ทุกอย่างให้สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย และก็ให้เป็นสัดเป็นส่วน
และก็อย่าลืมอีกอย่างหนึ่งคือว่า ถ้าเป็นบ้านของเราขอให้มีห้องพระด้วย ถ้าหากที่เล็กไม่สามารถกั้นห้องพระได้ อย่างน้อยก็มีหิ้งพระ ที่เล็ก ๆ ที่นิดเดียวเราหามุมที่เหมาะสมวางได้และก็ทุกคืนก็ตั้งใจสวดมนต์และนั่งสมาธิทุก ๆ วัน อย่างนี้แล้วถือว่าถูกหลักฮวงจุ้ยที่สุด อยู่แล้วมีสิริมงคล มีแต่ความสบายอกสบายใจ มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC






*เมื่อสมัครแล้วจะมี verify e-mail ไปแจ้งให้คลิกเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง 







