สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเพื่อความสุขความสำเร็จในชีวิต

อุปสรรคของความสุขและความสำเร็จในการดำเนินชีวิต คือ ไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าเป็นความสำเร็จในเรื่องการงาน  แต่เป็นทั้งความสุขและความสำเร็จด้วย  คือสำเร็จอย่างเดียวแต่ไม่สุขอย่างนี้ไม่เอา ต้องสุขด้วยสำเร็จด้วย แล้วก็ไม่เฉพาะการงานแต่เป็นการดำเนินชีวิตโดยภาพรวมทั้งหมดเลย

 

แต่อุปสรรคที่คอยขวางความสุขความสำเร็จอย่างยั่งยืนมีอยู่ 3 ประการ คือ

 

ประการที่ 1. คนแต่ละคนยังไม่สมบูรณ์แบบ เราเองก็ยังไม่สมบูรณ์ คนอื่นก็ยังมีข้อบกพร่อง ใครที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบแล้วไม่มีข้อบกพร่องไม่มีเลย  ถ้าหากใครกล้าจะบอกว่า เขาสมบูรณ์แบบ คนอื่นคงจะมองว่าคนนี้แปลก อาจจะเป็นคนที่หลงตัวเองอย่างหนักก็ได้ คือ ไม่อยากจะเชื่อว่ามีใครสมบูรณ์แบบได้ เพราะหากจะมีก็คงจะมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น

 

ประการที่ 2 คือ ทิฐิมานะ ความถือตัว ไม่ยอมให้ใครมากระทบศักดิ์ศรีหมิ่นศักดิ์ศรีหรือ ไม่ให้เกียรติไม่ยอมนะ

 

ประการที่ 3 คนแต่ละคนขี้ลืม คนที่อยู่กับเราทำงานมาด้วยกัน 3 ปี 5 ปี 10 ปี ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมา 3 ปี 10 ปี สิ่ง ที่เขาทำกับเรามีมากมาย เช่น เขามีดีอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้อบกพร่องมี 10 เปอร์เซ็นต์ พอถึงคราวเกิดเหตุกระทบกระทั่งขึ้นมาก็หงุดหงิด รู้สึกว่าไม่ให้เกียรติขึ้นมา น้อยใจขึ้นมา โกรธขึ้นมา ความดีที่เขามีอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ จะถูกลืม หรือไม่ลืมใจมันก็ไม่อยากนึก  มันจะเลือนไปถูกย่อเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สรุปแล้วทั้ง 3 อย่างพอประมวลเข้าด้วยกันจะส่งผลต่อการบั่นทอนศักยภาพของเรา

 

 

บางคนช่วงแรก ทำงานด้วยกัน หรือว่าใช้ชีวิตร่วมกันก็มีสุขดี แต่พอข้อบกพร่องของคนที่ทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน  มากระทบตัวเองเท่านั้นเอง พอบวกกับข้อ 2  เพราะเรารู้อยู่แล้วต้องกระทบ เพราะเขาก็มีข้อบกพร่อง เมื่อไหร่ข้อบกพร่องมากระทบเราเข้า มันก็เกิดเรื่องเลย  มากระทบกับความถือตัวของเรา ทิฏฐิมานะในตัวของเราเอง รู้สึกว่า อย่างนี้ไม่ให้เกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรีกัน พอคิดอย่างนี้มันเกิด แล้วมารวมกับข้อที่ 3 คือ เป็นคนขี้ลืม และข้อบกพร่องของเขาที่มากระทบตัวเราเข้า ใจจะไปติดยึดอยู่ตรงนั้น ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ ยิ่งคิดยิ่งแค้น ทำไมเขาทำอย่างนี้นะ ทำไมนะ  ทำไมนะ ทำไมนะ มันถูกขยายจาก 10 เปอร์เซ็นต์กลายเป็น 90 เลย เห็นไหม ความดีที่มี 90 ถูกย่อลงมาเหลือ 10 แต่ความบกพร่องของเขา 10 ถูกขยายเป็น 90 จากหมูกลายเป็นช้าง จากช้างกลายเป็นหมูมันกลับตาลปัตรล่ะ  พอเป็นอย่างนี้รับไม่ได้ล่ะ หงุดหงิดมากขึ้น น้อยใจมากขึ้น

 

ปฏิกิริยาที่แสดงออกก็คือ บ้างก็เกิดอาการรู้สึกว่า เมื่อไม่เห็นความสำคัญของเรา ไม่ให้เกียรติกันอย่างนี้ เราอุตส่าห์ทุ่มเททำงานมาขนาดนี้ ทำไมหัวหน้ายังไม่ให้เกียรติ ทำไมคู่ชีวิตยังไม่เห็นความดีของเราเอง มาทำกับเราอย่างนี้ได้ยังไง เริ่มเกิดอาการเฉื่อยงาน ฝีมือมี 100 ไม่อยากทำซะแล้ว มันหมดกำลังใจนะ ก็ลดฝีมือตัวเองลงมาใช้แค่สัก 50  30 20 บางทีเหลือแค่ 10 พร้อม ๆ กับเกิดคำ ๆ หนึ่งขึ้นมาในใจว่า ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก ให้รู้ซะมั่ง  ถ้าลองไม่มีเราสักคนงานจะสะดุดขนาดไหน ชีวิตเขาจะเดือดร้อนขนาดไหน ต้องทำให้เห็นซะมั่ง  จะได้เห็นความสำคัญของเรา นี่บางคนคิดอย่างนี้นะ  มันเกิดจากคำว่า  ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก

 

แต่ว่าเท่าที่อาตมาเห็นมา  ใครที่มีความคิดว่า ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก คิดอย่างนี้ทีไรนะ สุดท้ายคนที่จะต้องรู้สึกมากที่สุดคือใครรู้ไหมเอ่ย คือ ฉันไม่ใช่เธอ คือเธออาจจะรู้สึกบ้างนะ  แต่ที่จะต้องรู้สึกและเดือดร้อนมากที่สุดก็คือฉันนะแหละ

 

ดังนั้นใครปรารถนาความสุขความสำเร็จในชีวิตอย่าให้มีคำว่า ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก เกิดขึ้นมาในใจเด็ดขาดเลย บางคนก็อีกอย่างหนึ่ง คล้าย ๆ กันนะคือบอกว่า ช่างมันฉันไม่แคร์อย่างนี้เป็นต้น มันก็คืออาการที่ออกมาของความน้อยใจของความหงุดหงิดทั้งนั้นแหละ

 

 

การแก้ปัญหาโดยเอากิเลสมาข่มกันไม่เกิดผลดี เขามีข้อบกพร่อง เราก็ต้องแสดงข้อบกพร่องให้หนักขึ้นไปอีก จะเอาชนะกันอย่างนี้  ใช้ทิฏฐิมานะไม่ก่อให้ผลดีใด ๆ ทั้งสิ้นเลย แต่ว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ 1.เมื่อรู้ว่าเราเองมีอาการโรคขี้ลืมนะ เกิดอะไรขึ้นมา  1.ทบทวนความดีของคนอื่นเขาเยอะ ๆ ให้ตรงตามความเป็นจริง เขามีดีอะไรบ้าง บางอย่างเป็นความดีที่เขาทำกับเราโดยตรง บางอย่างเป็นสิ่งที่เขาทำให้เกิดผลดีต่อหมู่คณะ ต่อองค์กร เราก็เห็นความดีที่เขามีอยู่นะ เขาอาจจะปากร้ายไปบ้าง แต่ว่าเขาก็ขยันทำงานนะ  แล้วก็ดูแลทำให้เกิดความรัดกุมในหมู่คณะมากขึ้น  ถ้าเห็นความดีของเขาใจมันจะพอรับได้

 

ถ้าคิดแล้วมันคิดไม่ออก มันไม่อยากจะคิด เพราะมันกำลังโกรธ กำลังหงุดหงิด กำลังน้อยใจเขียนเลย เพราะบางทีคิดมันวน ๆ แต่พอถูกบังคับให้เขียนมันจะถูกลำดับความคิด แล้วก็เรียบเรียงขึ้นมา พอค่อย ๆ ดูทวนความดีเขาที่เลือน ๆ ไป ที่ถูกย่อเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์จะค่อย ๆ คืนมา 20 30 40 แม้ไม่ถึง 90 ก็ 70 80 ก็ยังพอสู้

 

แล้วก็ข้อบกพร่องของเขาก็มีเราก็มี  ก็ย้อนมาดูข้อบกพร่องของตัวเองว่า  ตัวเรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เกิดเรื่องทีไรตัวเราเองต้องมีส่วนทุกครั้งจะมากจะน้อย พอมาดูข้อบกพร่องของตัวเองเยอะ ๆ ดูความดีของคนอื่นเขาเยอะ ๆ อย่างนี้ อาการเสียสมดุลมันจะเริ่มคลาย  โรคขี้ลืมจะเริ่มหาย ทิฏฐิมานะก็จะคลายตัว สุดท้ายเราเองก็จะใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ  เราก็บกพร่องเยอะแยะเหมือนกัน พอเข้าใจอย่างนี้ก็พอจะรับกันได้ มันก็อย่างนี้แหละ แล้วพอใจมันเริ่มคลายนะ ใจจะเริ่มสว่างขึ้น เริ่มใสขึ้นจะเห็นตามความเป็นจริง แล้วจะพบว่า จริง ๆ เราเองก็มีส่วนนะ ที่เกิดเรื่องนะจะไปโทษเขาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปพูดอย่างนั้นนะ ไม่ไปทำอย่างนั้นนะ มีสติอีกสักหน่อย ทำให้รัดกุมอีกสักนิด รอบคอบอีกสักหน่อยมันก็ไม่เกิดเรื่อง  แล้วพอเห็นอย่างนี้ใจมันยิ่งคลายใหญ่เลย แล้วแก้ปัญหาได้โดยแก้ที่ตัวเราเองก่อน  นี่ต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ฝีมือเรามี 100 ใช้ได้ทั้ง 100 เลย

 

 

แล้วนักทำงานคนไหนที่คิดอย่างนี้นะ เกิดอะไรกระทบไม่น้อยอกน้อยใจ ถึงแม้ว่าบางครั้งถูกผู้ใหญ่ดุ ผู้ใหญ่ว่า อย่างไม่เป็นความจริงด้วยก็ตาม มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เผอิญข้อมูลไปถึงผู้ใหญ่มันไม่ตรงความเป็นจริง หรือว่าข้อมูลไปถึงคนรอบข้างของเราคนอื่น ๆ ที่ทำให้เขาเกิดปฏิกิริยากับเรามันไม่เป็นความจริง อย่าน้อยใจ อย่าหงุดหงิดให้นิ่ง ๆ แล้วก็ทำความดีต่อไปอย่างไม่ลดละ ด้วยความสุขุมรอบคอบมากขึ้น ด้วยสติและด้วยปัญญา  เดี๋ยวสถานการณ์จะค่อย ๆ คลี่คลาย สุดท้ายเขาบอกว่า ความลับไม่มีในโลก ข้อมูลความจริงก็จะไปถึงคนอื่น ๆ เขาในที่สุดนะแหละ แล้วพอแจ่มอย่างนี้  ความจริงปรากฏ โอ้โฮ ผู้ใหญ่จะยิ่งประเมินค่าเราสูงขึ้นมาก   คนทำงานคนนี้ใช้ได้นะ ไม่เป็นโรคขี้น้อยใจ เป็นคนหนักแน่นรับผิดชอบ ความเชื่อถือเครดิตตัวเราเองยิ่งสูงกว่าเก่าอีก

เพราะฉะนั้นมองอะไรจะต้องมองยาว ๆ อย่าไปติดใจแค่ประเด็นเฉพาะหน้าประเด็นเดียว  แล้วเกิดอาการน้อยใจ เกิดอาการหงุดหงิด โกรธอะไรต่าง ๆ  เฉื่อยงาน อาการอยากให้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม  เขาไม่เห็นความสำคัญของเรา แล้วก็พาโลพาเลอะไรไปเยอะแยะ ทำอย่างนั้นเกิดแต่ผลเสีย ไม่ได้เกิดผลดีเลย  สุดท้ายคนเดือดร้อนที่สุดคือตัวเราเอง  แต่ว่าถ้าเกิดหนักแน่นมั่นคง  เดินหน้าพัฒนาทำงานออกมาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดียิ่งขึ้น ความดีนี่แหละจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้  แล้วเราเองจะสูงค่าขึ้นเรื่อย ๆ ระยะยาวเราคือคนที่มีความสุขและความสำเร็จในชีวิต ให้เราสังเกตอย่างหนึ่งนะ

 

จากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ชนเผ่าไหนเป็นชนเผ่าเร่ร่อนยากจะสร้างอารยธรรมที่รุ่งเรืองได้ อย่างสมมุติว่า คนทำไร่ทำนาแบบเลื่อนลอย หรืออยู่บนเขา เผาป่าที่นี่เสร็จ ไม่ต้องมานั่งมาตัดไม้เผาเลยมันง่ายดี ดินมันก็ยังใหม่อยู่อุดมสมบูรณ์  ปลูกพืชไป 2 ปี  3 ปี พอดินเริ่มจืดเป็นยังไง ย้ายไปที่อื่นเผาป่าไปอีก สบายดีไม่ต้องใส่ปุ๋ย มีปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยนั้นพอเริ่มจางเริ่มจืด เมื่อไหร่ก็ย้ายเผาที่ใหม่ปลูกไปเรื่อย ๆ ทำไร่เลื่อนลอย ดูเผิน ๆ เหมือนสบายใช่ไหม จริง ๆ เอาดีไม่ได้ หรือชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายเป็นไง ตรงไหนมีแอ่งน้ำ มีทุ่งหญ้า ก็ไปต้อนฝูงสัตว์ไปกินหญ้า พอหญ้าหมดไม่ต้องปลูก  ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ตระเวนหาหญ้า หาน้ำธรรมชาติไปเรื่อย ๆ

 
 

 

ดูเผิน ๆ เหมือนสบายไม่ต้องเสียเวลามาปลูกหญ้า อาศัยของธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว หมดก็หาที่ใหม่ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ก็ยากจะสร้างอารยธรรมได้ ต้องเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ถามว่า สร้างบ้านเรือนที่มั่นคงแข็งแรงถาวรสวยงามได้ไหม ทำไม่ได้ เดี๋ยวไม่กี่เดือนเดี๋ยวก็ไปแล้ว ไม่กี่ปีก็ไปแล้ว ก็ทำได้แค่เป็นกระโจมมั่ง นานหน่อยก็เป็นกระต๊อบมั่ง มุงจากแฝกมุงจากบ้าง แล้วก็ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ แต่ว่าเผ่าไหนภัยธรรมชาติลำบากยังไงกัดฟันสู้นะ เจริญ

 

เราลองดูนะจะพบว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชนเผ่าที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่อากาศจะค่อนข้างหนาวเย็น หน้าหนาวหิมะตก  โดยภาพรวมเจริญทางอารยธรรมมากกว่าเขตร้อนนะ เขตร้อนสบายกว่า อากาศก็ไม่หนาวเกินไปไม่ร้อนเกินไป นอนใต้ต้นไม้ยังอยู่ได้เลย ในน้ำมีปลาในนามีข้าวเป็นเรื่องสบาย ๆ หาเช้ากินค่ำก็อยู่ได้ ยังไง ๆ ก็ไม่อดตาย แต่ปรากฏว่า พอธรรมชาติไม่ค่อยบีบคั้นมากก็เลยอยู่ไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

 

แต่ในเขตอบอุ่นเขตหนาวเป็นยังไงเอ่ย หาเช้ากินค่ำอยู่ไม่ได้ หน้าหนาวจะไปเอาอะไรกิน สภาพบังคับว่า อย่างน้อยต้องหาปีกินปี ฤดูร้อนพอแสวงหาอาหารได้ต้องเตรียมหน้าหนาวจะได้มีกิน แล้วจะรับภัยหนาวได้จะต้องสร้างบ้านเรือนอย่างมั่นคง หาไม้ไม่มีไม่พอ หินเป็นก้อนยังต้องเอามาสกัดทำที่อยู่อาศัยด้วยหินเลยยากลำบาก แต่สุดท้ายพอถูกธรรมชาติบังคับ คนจึงต้องวางแผนระยะยาว อย่างน้อยก็ต้องปีชนปี สุดท้ายเจริญถูกเค้นความสามารถออกมา ถ้าหยัดสู้ ยืนหยัดสู้สำเร็จ แต่ถ้าเกิดว่าหนีไปเรื่อย ๆ อพยพเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ไปหาที่สบาย สุดท้ายเอาดีได้ยาก

 

ชีวิตคนเราเหมือนกัน ทำงานแต่ละที่อุปสรรคมีทั้งนั้นแหละ ถ้ามีอุปสรรคทีน้อยใจลาออก ย้ายที่หนีไปเรื่อย ๆ อย่างนี้นะ สุดท้ายเอาดีไม่ได้ แต่ถ้าเกิดยืนหยัดสู้ ตั้งอกตั้งใจทำให้ดีที่สุด ไม่น้อยใจง่าย ไม่หนีปัญหา สุดท้ายเราจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิต

เพราะฉะนั้นย้ำอีกครั้งว่า คำว่า ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก อย่าให้มีในใจของเรา มีคำ ๆ นี้ปรากฏมาในใจเมื่อไหร่ ต้องรีบสำรวจตัวเองแล้วปรับปรุงแก้ไข เคลียร์ไปให้ได้ ช่างมันฉันไม่แคร์ เคลียร์ไปให้ได้ เดินหน้าสำรวจข้อบกพร่องของตัวเอง ดูความดีของคนอื่นเยอะ ๆ เกิดอะไรขึ้นก้มหน้าก้มตาทำดีเรื่อยไป  แล้วเราก็จะเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขและความสำเร็จในการดำเนินชีวิต

ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC