ปาเจราจริยาโหนฺติ

พิธีไหว้ครู นอกจากที่จะเป็นการรำลึกนึกถึงพระคุณของคุณครูที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับเราแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจกับคุณครูอย่างไรบ้าง

ความจริงผลของการไหว้ครูต้องบอกว่ามีหลายอย่าง ในส่วนที่ให้กำลังใจคุณครูก็เป็นของธรรมดาอยู่แล้วว่า ถ้าเราเป็นครูบาอาจารย์แล้วลูกศิษย์รู้สึกมีความกตัญญูต่อเรา มีความเคารพต่อเรา ระลึกถึงพระคุณเรา เราก็ชื่นใจมีกำลังใจเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว แต่ว่าเป้าหมายของการไหว้ครูที่ได้ คือตัวของเราเอง ที่คุณครูท่านได้กำลังใจนี่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ยังเป็นประเด็นรองด้วยซ้ำไป แต่หลักจริงๆลูกศิษย์เป็นคนได้

ตัวอย่าง ตอนสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.4 ตอนนั้นอยู่จังหวัดนราธิวาส โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนที่สอนภาษาจีนด้วยแล้วก็อาทิตย์หนึ่งตั้ง 10 ชั่วโมงแหนะ สัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง ตอนอยู่ ป.4 ก็มีนักเรียนใหม่มา 1 คน เป็นนักเรียนโข่ง คืออายุประมาณซัก 14-15 แล้ว เราเพิ่ง 9 ขวบ นักเรียนเพื่อนร่วมชั้นใหม่อายุ 14-15 ปี มากกว่าเราตั้ง 4-5 ปี ตัวสูงลิ่วมากกว่าเราตั้งเกือบฟุตหนึ่ง เพราะว่าเขาเป็นคนไทยที่ตามพ่อแม่ไปอยู่ไต้หวัน เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น แต่พอกลับมาเมืองไทย ภาษาไทยยังไม่แข็งแรงถึง 100% ก็เลยให้มาอยู่ ป.4 ที่โรงเรียนที่มีสอนภาษาจีนด้วยจะได้เป็นช่วงปรับภาษาไทยให้แน่นขึ้นมาใหม่ แต่วิชาอื่นๆเขาก็เรียนรู้จนหมดแล้วเพราะ เขาเรียนมาถึงม.ต้นแล้วสอบวิชาอื่นๆเขาก็ทำได้สบายๆ เขาก็บอกว่า ไม่มีปัญหาทุกอย่างง่ายหมด แล้วก็เอาหนังสือเรียน มานั่งวางที่พื้นเก้าอี้แล้วก็นั่งทับ เขาบอกนั่งทับก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เขาบอกว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง เรื่องที่ว่าความเคารพต่อหนังสือหนังหาครูบาอาจารย์เขาบอกว่าเป็นเรื่องประเด็นรอง เราก็ฟังงงๆไม่เหมือนที่เราเองเคยได้รับการอบรมมา แต่พอถึงเทอมปลาย จากเดิมเทอมต้นนี่ใครก็สู้เขาไม่ได้ คะแนนลิ่วเลย พอถึงเทอมปลายถูกคนอื่นแซงหมด เวลาไม่ถึงปี ผลมันเกิด เมื่อไหร่ที่เราขาดความเคารพในครูบาอาจารย์ ซึ่งหนังสือก็เป็นส่วนหนึ่งของครูบาอาจารย์เหมือนกัน คือในสิ่งที่ให้ความรู้กับเรา พอขาดความเคารพไปดูถูกดูหมิ่นเข้า เพราะว่าใจของคนที่ดูเบานี้ใจจะหยาบ การจะรองรับวิชาความรู้มันไม่เต็มที่ เหมือนแก้วน้ำที่ปิดฝาไว้เทลงไปไม่ได้ เวลามองจะมองผ่าน จะขาดความละเอียดรอบคอบ กลับตาลปัตร มีอีก

ตัวอย่างอยู่ในวัดพระธรรมกายของเราเอง มีอุบาสิกาท่านหนึ่ง สนใจการศึกษาภาษาบาลี ก็เรียนบาลี แล้วเขามาเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งก่อนจะอ่านหนังสือภาษาบาลี จะกราบหนังสือก่อน มีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งฟังพุทธเจ้าแสดงธรรมกำลังอ่านภาษาซึ่งจารึกไว้ซึ่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ใช่ใครแปลมาแต่อ่านโดยตรง แล้วบอกว่าจะงานหนักเท่าไหร่ ดูหนังสือบาลีเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองไม่เคยง่วงเลย ก่อนอ่านก็กราบหนังสือก่อน อ่านเสร็จก็กราบหนังสืออีกครั้ง อ่านหนังสือจะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนไม่เคยง่วง แล้วผลสอบก็ผ่าน สุดท้ายผ่าน บศ. 9 คือเทียบเท่าเปรียญธรรม 9 ประโยค คือขั้นบาลีขั้นสูงสุด จะเห็นว่าถ้ามีความเคารพ ใจของเราเองจะมีความละเอียด จะมีความนุ่มนวล แล้วพร้อมจะรองรับวิชาความรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะใจเรามันเหมือนน้อมลงไปรับ แต่ถ้าเกิดเมื่อไหร่ผยองว่าตัวเองเก่งแล้ว มันจะเหมือนกับ ไม่ลงความรู้ใส่แล้วมันไม่ลง ซึมเข้าไปก็นิดๆหน่อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการไหว้ครูคือการแสดงออกถึงความเคารพครูบาอาจารย์ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อตัวของเราเอง โบราณถึงพูดบอกว่า คำว่าศิษย์มีครู คำนี้ยิ่งใหญ่มาก ใครบอกเป็นศิษย์มีครู มันเหมือนหลังมีที่อิง จะไปไหนก็ไม่กลัวอะไร เพราะเหลียวหลังเรายังรู้สึกว่ามีครูบาอาจารย์อยู่ ถ้าฉันยังสู้ไม่ได้ ก็กลับไปหาครูก็ได้ คุณครูแน่กว่าเดี๋ยวได้ความรู้จากครูมาอีกหน่อย มีครูช่วยค้ำเดี๋ยวสู้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่าศิษย์มีครูถึงลึกซึ้ง ขนาดศรีปราชญ์ โคลงบทสุดท้ายก่อนจะโดนประหารที่นครศรีธรรมราช ได้เอ่ย “ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหารเราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้างดาบนี้คืนสนอง” เราก็ศิษย์มีอาจารย์นี่อ้างครูเลย นี่เป็นอย่างนั้น ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นพุทธเจ้าแล้ว ท่านสำรวจว่าตลอดภพสามนี้ ใครบ้างที่ท่านพระองค์จะควรยึดถือเป็นครูบาอาจารย์ พบว่าไม่มีเลย เพราะพระองค์สูงสุดแล้วนี่ใช่ไหม เลิศสุดในโลกตรัสรู้ธรรมแล้ว พระองค์ยังนึกว่า การที่คนเราไม่มีครูบาอาจารย์มันไม่ดีนะ มีสิทธิ์จะลืมตัวได้ แต่สำรวจถ้าอย่างนั้นพระองค์ให้ความเคารพพระธรรมแทนก็แล้วกัน ตัวบุคคลไม่มีใครจะมีคุณธรรมสูงกว่าพุทธเจ้าอีกพระองค์สูงสุด แต่ว่าพระองค์ให้ความเคารพพระธรรมแทน ยังผูกความเคารพไว้เลยกับพระธรรม เราทุกคนนะ อย่าดูเบาการไหว้ครูจะนำมาซึ่งสรรพสิริมงคล และวิชาความรู้ความสามารถทั้งปวงมาสู่ตัวของเรา

การระลึกนึกถึงพระคุณของคุณครู ในสมัยโบราณมีลักษณะอย่างไร

สาระหลักของการไหว้ครูคือการแสดงความเคารพระลึกถึงพระคุณของท่าน มอบกายถวายตัวให้กับท่าน ให้ท่านอบรมสั่งสอนมันเป็นอย่างนั้น แต่การแสดงออกก็จะมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละที่กันไป อย่างเช่นในบางที่ก็ใช้วิธีการประกาศปฏิญาณตน บางที่ก็ใช้วิธีการว่าเอาข้าวตอกดอกมะเขือแล้วก็หญ้าแพรกต่างๆไปไหว้ครู เป็นต้น บ้างก็ใช้วิธีการแสดงออกโดยการประทักษิณ อย่างในพระพุทธศาสนาเรา การจะแสดงความเคารพ เราจะใช้การประทักษิณ เราคงได้ยินคำนี้ ประทักษิณอย่างเช่นว่าจะแสดงความเคารพพระพุทธรูป พระประธานในโบสถ์ ก็ประทักษิณรอบโบสถ์ เวียนเทียนนั่นเอง ก็คือเดินแล้วก็ด้วยอาการสำรวมเช่นพนมมือหรือสวดมนต์ไปเป็นต้น แล้วให้ขวามือของเรา อยู่ใกล้กับสิ่งที่เราแสดงความเคารพ เช่นจะเดินผ่านโบสถ์ก็ให้ขวามือเราเองอยู่ใกล้โบสถ์ แล้วก็เดินวนรอบ เรียกว่าเวียนประทักษิณ เจริญพร จะเป็นสถูปเจดีย์ต่างๆประทักษิณคือ เอาขวามือเราอยู่ใกล้สิ่งนั้นแล้วก็เดินรอบ 3 รอบโดยทั่วไป ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพได้เหมือนกัน สำคัญที่ใจ แต่การแสดงออกทางกาย วาจา ก็มีผลเพราะว่า มันจะสื่อเนื่องไปถึงใจด้วย

การความเคารพ ควรแสดงออกแบบใดดีที่สุด

สิ่งที่แสดงออกสูงที่สุดคือปฏิบัติบูชา การแสดงความเคารพบูชาครูบาอาจารย์ ดีที่สุดคือปฏิบัติบูชา คือทำตามคำสอนของท่าน หน้าที่ของครูมี 2 อย่าง คือแนะให้รู้กับทำให้ดู แนะนำนั่นเองแหละ แนะคือสอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นำก็คือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การประพฤติปฏิบัติของครูทำให้ดูเป็นตัวอย่าง 2 อย่างประกอบคือหน้าที่หลักของครู หน้าที่ของศิษย์เองก็จะต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามเรียกว่าปฏิบัติบูชา ครูบาอาจารย์สอนอะไรไม่ใช่เข้าหูซ้ายออกหูขวา แต่ใส่ใจรับฟังศึกษาให้เข้าใจแล้วก็นำมาปฏิบัติเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตัวเป็นตนของเราเอง จนซึมเข้าไปในใจของเราเป็นวิถีชีวิตของเราเอง อันนี้คือการปฏิบัติบูชาที่ดีที่สุด ถือเป็นการบูชาอันสูงสุด

ครูในทางธรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องถือว่าพระองค์เป็นบรมครูเลย คือไม่ใช่สอนแค่ความรู้ให้เราใช้ในการประกอบอาชีพในโลกเท่านั้น แต่ว่าสอนเส้นทางสวรรค์เส้นทางนิพพานให้กับเรา เป็นบรมครูของชาวโลกทั้งหลาย ไม่เฉพาะชาวโลกนะ เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งปวงด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์มีวิธีการสั่งสอนอย่างไร

โดยรวมก็คือว่า แนะให้รู้แล้วก็ทำให้ดูอย่างนั้นแหละ ชี้แจงสอนแล้วก็วิถีชีวิตพระองค์เองก็เป็นมาตรฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติของเหล่าสาวกทั้งปวง นั่นเป็นอย่างนั้น ก็วิธีการสอนของพระองค์ก็มีหลายรูปแบบ พระองค์จะต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีศิลปะการสอนชั้นเลิศ จะสอนอะไรไม่ใช่เจอแล้วก็สอนเหมือนกันทุกคนไม่ใช่ แต่ว่าพระองค์ใช้การระลึกชาติไปดูก่อนว่า บุคคลผู้นี้ภพในอดีตเคยสั่งสมอะไรมาบ้าง พอพระองค์สอนผู้ฟังจะมีความรู้สึกว่า แบบ ถ้าใช้ศัพท์ปัจจุบันคือโดนจริงๆเลย โดน ฟังแล้วนี่เข้าใจแล้วก็ซาบซึ้ง บอกเหมือนหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง จุดประทีปในที่มืด เปรียบเทียบอย่างนั้นเลย แล้วพระองค์จะมีศิลปะนะคือว่า ไม่ใช่ว่าเขาทำอะไรไม่ถูกอยู่ๆไปถึงบอก นี่คุณผิดนะอย่างงั้นๆ ไม่ใช่ แต่พระองค์ใช้วิธีการดัด ดัดให้เขาได้คิดขึ้นมา แต่ไม่ใช่ใช้วิธีการสวน

ยกตัวอย่าง มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์ไปถึงเห็น สิงฆารกะมานพกำลังยืนไหว้ ไหว้ไปข้างหน้า ไหว้ไปข้างหลัง ไหว้ไปข้างซ้าย ไหว้ไปข้างขวา แล้วก็ไหว้ไปบนฟ้า แล้วก้มไหว้ดินอีก ยืนไหว้อยู่อย่างนี้ ไหว้ไปไหว้มาสลับไปสลับมา เพราะก่อนพ่อแม่จะตายสั่งไว้ว่า ให้ไหว้ทิศทั้ง 6 ซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง ไหว้ทิศทั้ง 6 พระองค์ก็ยืนดู เพราะพระองค์ทราบแล้วที่มาที่ไป แล้วก็บอกสิงฆารกะมานพว่า เขาถามพระพุทธเจ้าว่าในพระพุทธศาสนามีไหว้ทิศไหม พุทธเจ้าบอกมี ทำให้เขาดีใจรู้สึกว่าเหมือนกัน รู้สึกว่าพวกเดียวกัน แต่พระองค์บอกว่าแต่การไหว้ทิศไม่ได้ไหว้อย่างนี้หรอก พอใจเขาเริ่มเปิดเพราะอยากรู้แล้ว แต่บอกว่าไม่ได้ไหว้อย่างนี้เขาก็อยากรู้ถามไหว้ยังไง พระองค์บอกนี่ไหว้อย่างนี้ ทิศเบื้องหน้าคือพ่อแม่ การไหว้คือ ให้ปฏิบัติตัวเราเองกับพ่อแม่ให้ถูกต้องตามหน้าที่ของลูก แล้วพระองค์ก็สอนว่ามีอะไรบ้าง 1,2,3,4,5 ทิศเบื้องหลังคือบุตรภรรยา เพราะเป็นหน้าที่ของเราเองที่มีต่อบุตรภรรยา ฝ่ายหญิงก็ต่อสามีเป็นต้น ทิศเบื้องขวาคือครูบาอาจารย์ ทิศเบื้องซ้ายคือมิตรสหาย ทิศเบื้องล่างก็คือลูกน้องบริวาร ทิศเบื้องบนคือสมณะพราหมณ์ ผู้ทรงศีล หน้าที่ของเราเองที่ปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6 นี้ทำอย่างถูกต้องนั่นคือการไหว้ทิศ ทิศ 6 สิงฆารกะมานพพอฟังแล้วใจ สว่างไสว ไหว้ทิศอย่างนี้สุดยอด เยี่ยม ก็ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา แล้วก็ตั้งใจศึกษาธรรมะจากพระพุทธเจ้า นี่เป็นอย่างนี้เห็นไหม นี่คือศิลปะในการสอนของพระองค์

พระสัมมาสัมพุทะเจ้า ไปเจอคนเคารพพระพรหม พระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าไปเคารพทำไม ไม่ถูกอย่างพระองค์บอกว่า เธออยากจะไหว้พรหมตัวจริงไหมล่ะ ให้ถูกหลัก อยากทำยังไงหรือพระยะค่ะ ให้ทำอย่างนี้นะ ให้ประพฤติพรหมวิหารธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ของพรหม คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นี่แหละทำ 4 ข้อนี้ตัวเองจะได้เป็นพรหมด้วยตั้งแต่เป็นพรหมเดินดินบนโลกเลย ละโลกไปแล้วมีสิทธิ์เป็นพรหมอยู่บนสวรรค์ชั้นอรูปภพ อรูปพรหม เป็นต้น

พระองค์ยังมีศิลปะในการขยายแล้วก็ให้นัยยะที่ถูกต้อง ซึ่งมีความลุ่มลึกลึกซึ้งอย่างเรื่องทิศ 6 พระเจ้าอโศกมหาราชถึงขนาดทำจาลึกพระเจ้าอโศกแกะสลักในหิน แล้วก็ส่งไปปิดประกาศตั้งไว้ในดินแดนพระองค์ตลอดทั้งอินเดีย บอกว่าให้ผสกนิกรตั้งใจศึกษาทิศทั้ง 6 ที่พุทธเจ้าสอนไว้ให้ดี เพราะพระองค์เห็นว่าแค่ทิศ 6 หมวดธรรมเดียวก็ได้อะไรตั้งหลายอย่าง ถ้าเกิดประชากรของพระองค์ตั้งใจปฏิบัติตามทิศ 6 บ้านเมืองสงบร่มเย็นเจริญรุ่งเรืองแน่นอน ถึงขนาดจาลึกอโศกสั่งให้ศึกษาเลย

มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์เสด็จไปในชนบท แล้วก็มีกสิภาระทวาชพราหมณ์ กำลังไถนาอยู่ เป็นชาวนาแต่ชาวนาแบบรวย ทำนากันขนานใหญ่ พอเจอพุทธเจ้าเขาก็รู้ว่าเป็นนักบวช บอกว่า พุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไถ และหว่านแล้วย่อมบริโภค พระองค์ล่ะ ก็ควรจะไถและหว่านแล้วบริโภคเช่นกัน ถ้าพูดภาษาปัจจุบันคือ อย่ามาขอนะฉันต้องทำงานถึงจะมีกินพูดง่ายๆ ไถและหว่าน แล้วบริโภค ถ้าพระองค์อยากจะบริโภคก็ต้องไถและหว่านต้องทำงานเหมือนกัน เรียกว่าเราเคยเจอคนประเภทนี้ ยุคปัจจุบัน มีชนิดที่ว่า พระไม่ทำงานเบียดเบียนสังคมหรือเปล่า ต้องทำงานสิถึงจะมีกิน อย่างนี้ พุทธเจ้าพระองค์ตอบว่าดูก่อนพราหมณ์ ตถาคต ไถและหว่านแล้วจึงบริโภค พราหมณ์ชักงงแล้วมองพุทธเจ้า ข้าพระองค์ไม่เห็นพระองค์มีไถอยู่ที่ไหนเลยเชือกก็ไม่เห็น ปฏักตระแบกอะไรต่างๆที่ไถ คันไถอะไรก็ไม่เห็นเลย แล้วพระองค์บอกว่าไถและหว่านยังไงไม่เข้าใจ เห็นเดินถือบาตรมาเท่านั้นเอง พระองค์ว่า

ศรัทธาเป็นพืช เหมือนกับเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไป ความเพียรนี่จะเป็นฝนโปรยปรายให้ศรัทธานี้งอกงาม ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริคือความละอายต่อบาปนั้นจะเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาน ผานที่ตักดินขึ้นมานี่นะ และปฏักเรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า หญ้าในที่นี้ก็คือวาจาสัปปรับที่กลับไปกลับมาไม่จริง ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะ ของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวัง นำไปถึงความเกษมจากกิเลสทั้งปวงไม่ถอยหลัง นำไปยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

กสิภาระทวาชพราหมณ์ กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนาขอพระองค์จงบริโภคอมตะผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด ยังแค่เชื่อท่านทำนาอย่างนั้นท่านก็บริโภคอย่างนั้นก็อมตะผลนี่นะพูดอย่างนั้น พุทธเจ้าบอกว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะซึ่งได้เพราะความขับกล่อมไม่ใช่มาพูดเพราะๆอย่างที่ นักบวชศาสนาอื่นมาแสดงดนตรีอะไรต่อมิอะไรต่างๆไม่ใช่ ดูก่อนพราหมณ์ นี่เป็นธรรมบุคคลที่เห็นอรรถและธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเป็นไป (ก็คือการประกอบอาชีพนี้ก็ยังมีอยู่) ท่านจงบำรุงซึ่งพระขีณาสพ(ก็คือพระอรหันต์ทั้งสิ้น) ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้วด้วยข้าวน้ำอันอื่น เพราะว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ คือปูมาแต่คนนั้นอาจจะมีทิฏฐิอยู่

กสิภาระทวาชพราหมณ์ กราบทูลพุทธเจ้าบอกว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นได้ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฝากคุณครูทั้งหลาย จะเป็นยอดครูละก็ ต้องศึกษาวิธีการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราจะได้ข้อคิดทั้งวิธีการถ่ายทอด ทั้งเนื้อหาสาระที่พระองค์ให้ แล้วยิ่งศึกษาจะยิ่งมีความซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์

วิธีการสอนนักเรียนดื้อ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวิธีการอย่างไร

พระองค์มีหลายรูปแบบ มีดื้อหลายแบบ ดื้อแบบเกเรก็มี แบบนักเลงใหญ่นักเลงโตก็มี แบบดื้อเงียบก็มี แบบเชิงแบบคล้ายๆ กับนักเลงใหญ่ แต่พูดอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง จะเป็นแบบดื้อๆด้านๆ ก็จะมีอีกแบบหนึ่ง มีหลายแบบพระองค์ก็จะใช้วิธีการที่เหมาะสมแต่ละแบบเหมือนกัน

ขอยกตัวอย่างซัก 2 แบบ คือ 1 ดื้อชนิดที่เรียกว่า นักเลงโต เช่น องคุลีมาลย์ เราคงพอทราบประวัติกัน ฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพันคน พุทธเจ้าเห็นแล้ว วันนี้ถ้าไม่ไปโปรดก็จะฆ่าแม่ พอเจอแม่ก็หน้ามืดตามัวนึกอะไรไม่ออกจะฆ่าแม่แล้ว พระองค์ก็ไปโปรด องคุลีมาลย์ วิ่งไล่ ถือดาบวิ่งไล่จะฆ่าพุทธเจ้า พระองค์ก็ดำเนินไปเฉยๆ เมื่อวิ่งไล่เท่าไหร่ไม่ทันซักที วิ่งไล่อยู่ไกล 3 โยชน์ ซึ่งโยชน์หนึ่งเท่ากับ 16 กิโลเมตร 3 โยชน์ก็เท่ากับ 48 กิโลเมตร ยิ่งกว่ามาราธอน วิ่งมาราธอนแค่ 41 กิโลเมตรกว่า 42 กิโลเมตร นี่ 48 กิโลเมตรแล้ว จนขนาดระดับองคุลีมาลย์นักเลงโตยังเหนื่อยบอกสมณะหยุดก่อน พูดง่ายๆเราวิ่งตามไม่ทันช่วยหยุดให้เราฆ่าที มีอย่างนี้ด้วย หยุดก่อนๆ พุทธเจ้าตอบว่า สมณะหยุดแล้ว เธอสิยังไม่หยุด องคุลีมาลย์ บอกสมณะโกหกเป็นพระโกหกได้ไง เดินอยู่ยังบอกว่าหยุด เราวิ่งตามแทบตายยังวิ่งตามไม่ทัน พุทธเจ้าบอกว่าตถาคตหยุดแล้วจากการปาณาติบาต ทำลายสัตว์อื่น ปลงชีวิตสัตว์อื่นจากชีวิต เธอล่ะองคุลีมาลย์เมื่อไหร่จะหยุด สิ้นพระสุรเสียงพุทธเจ้าเท่านั้นเองนะ องคุลีมาลย์ ตลึงงันเลย ดาบล่วงจากมือเลย คุกเข่าลงกราบพุทธเจ้า ขอออกบวชเลย เราจะนึกว่าทำไมมันง่ายขนาดนั้น จริงๆ มันไม่ใช่อยู่ตรงนี้นะ ก่อนนั้นเป็นไง วิ่งตามอยู่ 48 กิโลเมตร แล้วรู้อยู่องคุลีมาลย์เป็นนักเลงโต แบบที่ยอมฆ่าคนเพราะว่าอยากจะได้วิชาจากอาจารย์ ระหว่างวิ่งไล่พุทธเจ้าคงวิ่งไปนึกไป พระองค์นี้ไม่ธรรมดา รัศมีสว่างทั้งตัวแล้วดูสิเดินธรรมดาไม่ได้วิ่งด้วย เราวิ่งแทบตายตามไม่ทัน ฝีเท้าเรานี่ระดับเสือช้างกวางเก้งเรายังวิ่งกวดทันเลย แต่พระองค์นี้เดินธรรมดาเราวิ่งตามไม่ทัน องค์นี้ไม่ธรรมดา ต้องมีสุดยอดวิชาที่เราสู้ไม่ได้ ไม่ธรรมดา ระหว่างที่วิ่ง 48 กิโลนี่คงแบบอื้อฮือใจมันยอมรับไปอยู่เยอะแล้ว พอพุทธเจ้าพูดมาเหมือน สายฟ้าแลบมาในใจสว่างขึ้นมา ขจัดความมืดมัวที่บังใจอยู่ ดาบล่วงจากมือกราบพุทธเจ้า คนที่เนื่องด้วยฤทธิ์ ต้องทรมานซะก่อน ต้องมีวิธีแต่ละ พระองค์ก็จะมีวิธีการที่เหมาะสมกับคนนั้นๆ นี่เป็นต้น องคุลีมาลย์ขนาดเป็นบวชแล้วนะ มีอยู่คราวที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจะจัดอสทิสทาน เลี้ยงใหญ่ ทำบุญครั้งใหญ่ไม่มีใครเสมอเหมือน หาช้างมา 500 ตัวนิมนต์พระ 500 รูป แล้วหาช้างมา 500 ตัวมาถือเสวตฉัตรให้ บังให้กับพระแต่ละองค์ มีเจ้าหญิงมาคอยพัดวีมีทุกอย่างพร้อมหมดเลย คราวนี้เผอิญหาช้างได้แค่ 499 เพราะมันเยอะนี่ใช่ไหม ตัวที่ 500 เป็นช้างตกมัน เอาไม่อยู่เลยมันไม่ค่อยจะยอมเชื่อง อำมาตย์มหาดเล็กทั้งหลายต่างก็จนปัญญาทำไงดี มากราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำไงดี พุทธเจ้าบอก ไม่ยาก ให้ช้างตกมันตัวนั้นนะ มาถือเสวตฉัตรกั้นพระองคุลีมาลย์ก็แล้วกัน ส่วนช้างเชื่องๆก็ไปถือให้คนอื่น ปรากฏว่าช้างตัวนั้น พอมายืนอยู่หลังองคุลีมาลย์ขนาดบวชแล้ว ตั้งใจบำเพ็ญสมณะธรรมแล้วนะ ช้างหางจุกตูด ม้วนไปอยู่ในก้น นั่งตัวสั่น ถือเสวตฉัตรไม่กล้าอาละวาด นี่คือตบะของพระองคุลีมาลย์ ขนาดบวชแล้วตบะยังขนาดนี้ นี่เป็นอย่างนี้พุทธเจ้าเอาอยู่หมด

ตัวอย่างที่ดีอีกคนคือพระฉันซึ่งเป็นคนที่ตามเสด็จเจ้าชายสิทธัตถะตอนออกบวช พระองค์ประทับม้ากัณทกะออกบวช แล้วพระองค์ก็เปลื้องเครื่องจีวรออกเสร็จแล้วก็ฝากนายฉันนะกลับไปที่วัง ภายหลังนายฉันนะก็มาบวช แต่บวชแล้วดื้อ ถือทิฏฐิว่า ใกล้ชิดพุทธเจ้ามากที่สุด ถือทิฏฐิมานะมากใครว่าก็ไม่ฟัง ตอนพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพานพระอานนท์ก็ถึงขนาดต้องทูลถามพุทธเจ้าว่า พุทธเจ้าข้าพระฉันนะนี่จะเอายังไงดี ขนาดพุทธเจ้าบอกว่าอานนท์ให้เธอลงพรหมทัณฑ์ ให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ คือไม่ใช่ไปเฆี่ยนไปตีพรหมทัณฑ์นี่คือไม่ยุ่งด้วย ไม่พูดไม่คุยไม่อะไรต่างๆด้วยลงพรหมทัณฑ์ ทำเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้ ผ่านไปไม่กี่วันพระฉันนะดื้อไม่ออกเลย จะไปอาละวาดกับใครจะไปอวดเบ่งกับใครเขาไม่สนใจ คนเรานี่ไม่มีใครสนใจด้วยนี่เอาเรื่องนะ มันหนักกว่าอย่างอื่นทั้งหมดสุดท้ายมาสารภาพกับสงฆ์ว่า ยอมแล้วๆ ช่วยสนใจข้าพเจ้าทีเถอะ ยอมรับข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ด้วยจากนี้ไปจะไม่ดื้ออีกแล้ว แล้วตั้งใจบำเพ็ญสมณะธรรมสุดท้ายก็เข้าถึงธรรมได้ ขนาดพระองค์ไม่อยู่แล้วยังฝากวิธีสุดยอดปราบคนดื้อด้านได้เลย

วันครูทางพระพุทธศาสนา คือวันอะไร

ถ้าเราถือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเป็นบรมครูของเรา วันที่เนื่องด้วยพระองค์ก็คือวันวิสาขะบูชา ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน จะถือวันนี้ก็คงจะได้ เราไม่ได้มีการกำหนดตายตัวหรอก แต่ถือวันนี้ก็ได้เหมือนกัน หรือว่าบางท่านอาจจะถือว่าพระธรรมเป็นใหญ่ ก็อาจจะถือวันที่พระองค์แสดงธรรมครั้งแรก ก็คือวันอาสาฬหะบูชาก็ได้ ที่พระองค์แสดงปฐมเทศนาธัมมจักรกัปปวัฒนสูตรให้กับปัญจวัคคี ก็ได้เหมือนกัน

การบูชาพระคุณของครู ในทางพระพุทธศาสนามีวิธีการอย่างไร

สุดยอดของการบูชาคือการปฏิบัติบูชา ทำตามสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอนเอาไว้ หลักก็คือสำหรับพวกเราที่ครองเรือนอยู่ วิถีชีวิตชาวพุทธก็คือ ให้ทาน รักษาศีล แล้วก็ตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา

คำสอนของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

ครูบาอาจารย์อีกท่านของเราคือคุณยายอาจารย์ท่านเป็นผู้ที่ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นอาจารย์ในการสอนธรรมะให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโวแล้วก็พระเถระรุ่นบุกเบิกทั้งหมด คุณยายอาจารย์ท่านเองท่านไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นลูกชาวนาที่นครชัยศรี อ่านหนังสือไม่ออก แต่ว่าเป็นคนที่มีวินัยตัวเองสูงมากเลย ตอนที่ท่านยังเด็กๆอยู่คุณพ่อท่านชอบดื่มสุรา ดื่มเหล้าวันละ 10 สตางค์ แล้วก็มึนๆแล้วก็ชอบบ่นอะไรไปเรื่อย ส่วนคุณแม่คุณยายจะเป็นคนมีฐานะหน่อย ก็จะบอกว่านกกระจอกบ่นไปเรื่อย มาอาศัยรังเขาอยู่ คราวหนึ่งคุณพ่อของคุณยายท่านก็โกรธบอกว่า แม่เอ็งว่ากู ก็อาละวาดใหญ่ เพราะว่ามีปมด้อยอยู่แล้ว ตัวเองฐานะจนกว่าแล้วมาอาศัยบ้านของภรรยาอยู่ คุณยายต้องการปลอบพ่อเลยบอกพ่อๆแม่เขาไม่ได้ว่าพ่อหรอก แทนที่จะดีพ่อกลับโกรธใหญ่บอก ลูกทุกคนเอ็งดูแม่เอ็งว่ากูใครก็ได้ยิน แต่ว่าบอกคุณยายบอกไม่ได้ว่า ให้เอ็งหูหนวก 500 ชาติ คุณยายถือว่าคำพ่อแม่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ท่านแช่งไว้อย่างนี้แม้อารมณ์โกรธก็ตามท่านไม่สบายใจ แต่ก็นึกว่าไว้คุณพ่อใกล้จะเสียเมื่อไหร่จะมาขอขมา แต่ปรากฏว่าวันที่พ่อเสียคุณยายอยู่กลางทุ่งนา ไม่ทันมาขอขมาพ่อ พ่อจากโลกไปซะก่อน ไม่สบายใจเลยอยากจะไปหาพ่อแล้วก็ขอขมากับท่าน จนโตขึ้นอายุ 20 กว่า 30 ได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงปู่ท่านสามารถนั่งสมาธิแล้วไปพบผู้ที่ละโลกไปแล้วได้ ก็มาศึกษาวิชาด้วยยอมทำงานหนักอะไรยังไงๆ ก็ยอมบ้านไหนใครเขาได้ไปปฏิบัติธรรมวัดปากน้ำ ขอไปทำงานบ้านเพื่อจะได้ไปศึกษาวิชาธรรมกายด้วย ปฏิบัติจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายแล้วได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่ ไปนั่งปฏิบัติธรรมกับกลุ่มผู้ที่ได้ผลปฏิบัติธรรมพิเศษ ที่เขาเรียกว่าโรงงานทำวิชชาคือทำวิชชาภายใน การทำสมาธิ จนท่านยกย่องคุณยายว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง เพราะว่าวิชาคุณยายเยี่ยมมาก มีวินัยอย่างดีเลิศ นั่นคือคุณยายอาจารย์ของเรา แล้วมีความเคารพครูบาอาจารย์มาก หลวงปู่ท่านสั่งว่าท่านละโลกไปแล้วอย่าไปไหน เพราะอีกหน่อยจะมีผู้สืบทอดวิชามา คุณยายก็ไม่ไปไหน พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยตอนนั้นอายุ 19 เรียนอยู่เกษตรปี 1 ก็มาพบคุณยายและได้ฝึกวิชากับคุณยาย พอเรียนจบก็ออกบวชแล้วก็มาสร้างวัดพระธรรมกายจนถึงปัจจุบัน

ความงดงาม ระบบระเบียบต่างๆของวัดปัจจุบันนี้ มีต้นกำเนิดมาจากคุณยายอาจารย์ ที่ท่านทำตอนที่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์หลังเล็กๆ ในวัดปากน้ำ ระบบระเบียบตอนนั้นขยายใหญ่มาถึงปัจจุบัน เช่นคนมาจะ 10-20-30 คนก็แล้วแต่ ถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบนะ คุณยายใหม่ๆ ท่านก็ช่วยจัด ลูกศิษย์เห็นเข้าก็ ต้องรีบกุลีกุจอมาช่วย ปกติคนทั่วไปไม่อยากจับรองเท้าคนอื่น แต่พอคุณยายทำก่อน คนอื่นก็รู้สึกครูบาอาจารย์ยังทำก็เลยมาช่วยทำ รองเท้าก็เป็นระเบียบนี่คือที่มาของระเบียบของสิ่งต่างๆในวัดพระธรรมกาย ความสะอาดคุณยายอาจารย์ พื้นท่านนะเรียกว่าก้มลงมองต้องไม่มีฝุ่นบันไดกับเตียง ไม่ใช่ถูเฉพาะหลังบันไดหลังเตียง ใต้บันไดก็ถูด้วยไม่มีฝุ่นจับ นี่คือท่านท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ลูกศิษย์ก็มาช่วยทำ พอทำต่อเนื่องกันมาก็เลยกลายเป็นระบบระเบียบวัดพระธรรมกาย เราเกิดมาโตป่านนี้ แต่ละคนไม่เหมือนกันไอคิวไม่เหมือนกัน สติปัญญาร่างกายไม่เหมือนกัน ท่านพูดไม่มากแต่แต่ละอย่างแต่ละคำเป็นอรรถเป็นธรรมทั้งนั้น ที่สำคัญคือท่านทำให้ดู นี่คือสิ่งที่สำคัญครบถ้วนในคุณสมบัติครูบาอาจารย์ เอาแค่เรื่องเดียว อาตมาว่าใครศึกษาจากคุณยายอาจารย์มาได้แค่ข้อเดียวชีวิตจะมีความสุขมาก

ใครเคยเจอเรื่องกลุ้มใจเพราะว่าน้อยใจคนใกล้ๆตัว จะเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ลูกเต้า อะไรก็แล้วแต่พี่น้องต่างๆคนใกล้ๆตัวนะ โรคน้อยใจ ถ้าใช้สูตรคุณยายจะไม่มีการน้อยใจเลย ยกตัวอย่างคุณยายใหม่ๆ ไปที่พักใหม่ เขาเอาเตียงเก่าๆขาหักให้ ฝุ่นเขลอะเลยเตียงที่ไม่มีคนใช้ให้ ถ้าเป็นเรารู้สึกยังไง แกล้งกันหรือเปล่า เอาเตียงเก่าๆมาให้เรารู้สึกแกล้งเรารู้สึกไม่สบายใจแล้วรู้สึกไม่เป็นมิตรแล้ว ต้องระวังตัวแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วใช่ไหม แต่คุณยายท่านไม่คิดอะไร เตียงมีหน้าที่อะไรเอ่ย ให้นอนนี่ใช่ไหม ขามันหักมันเลยเอียงทำไง หาไม้มาประกบตีเข้าให้มันเสมอกันก็นอนได้แล้ว เช็ด มันก็เอี่ยม กลางคืนนอนแล้วมันไม่ได้ใช้นานมีตัวเลือดอยู่มันกัด ก็เอากระป๋องนมมาใบหนึ่ง จุดเทียนส่องดูเจอตัวเลือดก็จับใส่กระป๋องนม เช้ามาก็ไปปล่อยไม่กี่คืนเลือดก็หมดเห็นไหม หมดปัญหา พอผ่านไปไม่กี่วันปรากฏว่าเตียงคุณยายสะอาดสะอ้านที่สุดใครๆก็ชอบมานั่งมานอน จากเตียงโปเกไม่มีคนเอา มุ้งขาดๆรูขาดเต็ม ก็เอาผ้ามาปะ ปะจนแทบไม่เห็นเนื้อมุ้งเดิม แต่มันก็กันยุงได้หมดปัญหา คือยายไม่คิดอะไรสูตรนี้นะ ใช้ได้ทุกเรื่องเลยปัญหาน้อยใจหมด ไปทานข้าวแม่ครัว เอาข้าวตักใส่จานเสร็จกระแทก เสือกมาให้เป็นเรานี่ สงสัยรับมาก้มหน้าน้ำตาจะล่วงออกมา 2-3 หยด แล้วเริ่มคิดแล้วคนอย่างเรา ข้าวมื้อนี้นะไม่กินก็ได้ ทำไมต้องขนาดนี้ ไม่แน่อาจจะเป็นคิดไปเยอะเลย แต่คุณยายรับมาข้าวรับประทานให้อิ่มท้องจะได้มีกำลังไปนั่งธรรมะไปทำความดีต่อ ไม่ได้คิดอะไร ถ้าจะคิดอย่างมากก็เออเขาคงจะเหนื่อย อยู่หน้าเตา ก็ไม่ได้คิดอะไรมากข้าวก็ข้าวหลวงปู่ เรารับประทานเพื่อให้เกิดกำลังไปปฏิบัติธรรมต่อ แต่ง่ายสุดคือไม่คิดอะไรเลยจบแค่นั้นเอง เรามีปัญหาแล้วก็ไปคิดมาก บางทีคิดเกินเหตุสงสัยไปเรื่อยทั้งที่ไม่มีเรื่องก็มี ไม่มีเรื่องทำให้มีเรื่องก็มี น้อยอกน้อยใจมารู้ทีหลังอ้าวเข้าใจผิด ไอ้ที่กลุ้มใจมาทั้งหมดน้อยใจมาทั้งหมดนะ น้อยใจฟรีมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าใช้สูตรคุณยาย ยายไม่คิดอะไร จบทุกเรื่องเลยปัญหาน้อยใจ เห็นไหมนี่คือหลักคิดหลักปฏิบัติของท่าน ถือตามหลักคุณยายแล้ว หมู่คณะจะอยู่กันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นล้านคน จะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข เพราะแต่ละคนตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดี แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ตั้งใจทำตัวเอง ให้เป็นภาระหมู่คณะให้น้อยที่สุด ระมัดระวังให้กระทบคนอื่นน้อยที่สุด แต่มีอะไรจากคนอื่นกระทบมาแล้วไม่คิดอะไร มันก็อยู่ด้วยกันได้ปัญหามันก็น้อย จะอยู่ล้านคนก็เหมือนอยู่คนเดียว นี่เป็นอย่างนี้นี้คือคุณธรรมจากคุณยายอาจารย์ท่าน อย่าสงสัยว่าวัดพระธรรมกายมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะได้ต้นแบบที่ดีเยี่ยมดีเลิศ มาจากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

 

ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการข้อคิดรอบตัว ออกอากาศทางช่อง DMC