
การมองบวกคิดบวก ถ้าว่าในเชิงหลักธรรม การมองบวกกับมองลบ คิดบวกกับคิดเชิงลบ เชิงเสียหายมันต่างกันอย่างไร
คือเมื่อเวลาเราคิดบวกใจเราจะสว่างใจจะใส แต่พอมองเรื่องลบ มองในทางลบ ทุกอย่างหดหู่ใจจะหมอง พอใจใสเกิดหลักความจริงว่าเราเวียนว่ายตายเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน บุญเราก็สร้างไว้เยอะ บาปเราก็สร้างไว้ไม่น้อย อยู่ที่บุญกับบาปอะไรจะชิงช่วงส่งผลก่อนกัน ถ้าเมื่อไหร่เราเองคิดบวกมองบวก ใจเราใสสว่าง ใจที่ใสสว่างจะไปเหนี่ยวนำเอาบุญที่เราเองสั่งสมไว้ในใจของเรา ให้ออกมาแสดงผล เราเองก็มีกำลังใจ สามารถข้ามพ้นอุปสรรคทั้งหลาย แล้วก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แต่ถ้าเกิดมองลบใจเราเองก็หดหู่ ใจที่หมองที่หดหู่ยังไปเหนี่ยวนำเอาบาปอกุศลให้มาแสดงผลอีกสองต่อ ชีวิตแทบจะจมดินหายไปเลย
ดังมีตัวอย่างให้เห็น คือ ในประวัติศาสตร์จีนมีคนหนึ่งชื่อว่า ฮั่นสิน เป็นแม่ทัพใหญ่ของพระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ฮั่นเป็นราชวงศ์จีนมีความรุ่งเรืองมาก ตัวอีกษรจีน เขาเรียกว่า ฮั่นจื้อ ก็คืออักษรของราชวงศ์ฮั่น คนจีนเรียกตัวเองว่า ชาวฮั่น ก็เกิดจากในยุคสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่ทำให้คนจีนรู้สึกตัวเองคือ ชาวฮั่น คือคนของราชวงศ์ฮั่น ตัวหนังสือที่ตัวเองใช้ก็เป็นตัวหนังสือของราชวงศ์ฮั่น รุ่งเรืองขนาดนี้ผู้ที่ช่วยให้พระเจ้าฮั่นโกโจ สถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จก็คือ ฮั่นสิน ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ คุมทัพออกรบ มีความสามารถมาก แต่ประสบการณ์ในอดีตที่ฮั่นสินเคยเจอคือ จุดพลิกผันสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ตอนที่เขายังเป็นคนธรรมดา มีอยู่วันหนึ่ง เจออันธพาลประจำเมืองรังแก แล้วก็สั่งฮั่นสินคุกเข่าและ ให้คลานรอดหว่างของอันธพาล ตามธรรมเนียมจีนถือว่า หัวเข่าของชายชาตรีมีคุณค่ายิ่งกว่าขุนเขา แล้วถูกคนบังคับให้คุกเข่าแล้วลงไปคลาน รอดหว่าง มันหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายขนาดไหน ถ้าเป็นคนทั่วไปแทบจะยอมตายดีกว่าหรือว่าชาตินี้สู้หน้าใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะรอบข้างทุกคนเห็นแล้วก็หัวเราะเพราะความอับอายขายหน้าคน
แต่ฮั่นสิน มองบวกคิดบวก กลับอาศัยจุดนี้เป็นแรงผลักดัน จนกระทั่งตัวเองขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่ ฝึกปรือวิทยายุทธ์ ความสามารถทุกอย่าง เป็นแม่ทัพใหญ่ของพระเจ้าฮั่นโกโจ คุมทัพออกรบแล้วสถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้เป็นบุคคลประวัติศาสตร์สำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติจีน
พอขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แล้วรบชนะศึกหมดเรียบร้อย ก็กลับไปที่เมืองที่ตัวเองเคยอยู่ สั่งทหารให้ไปตามตัวอันธพาลใหญ่คนนั้นมา พอทหารจับตัวมาได้ฮั่นสิน สั่งให้ทหารเอาตัวมาแล้วก็มอบรางวัลให้ บอกขอบใจเจ้าที่ทำให้ข้ามีวันนี้ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ที่ถูกอันธพาลบังคับให้คลานรอดหว่างขาแล้วล่ะก็ ฮั่นสินอาจจะเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง แล้วก็จบชีวิตชาตินั้นไปอย่างเงียบ ๆ ก็ได้ แต่พอเจอเหตุการณ์หนัก ๆ ซึ่งคนทั่วไปจำนวนมากก็คงจะทดถ้อหดหู่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตนึกว่า เราเป็นคนที่โชคร้ายเหลือเกิน แต่ฮั่นสินกลับมองบวกคิดบวก พลิกเหตุการณ์นั้นเป็นพลังขับเคลื่อนให้พัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง แล้วก็ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ นี่คือพลานุภาพของการมองบวก แล้วคิดบวก
มีคำกล่าวว่า ถ้าเปรียบเสมือนเราเองเป็นผู้ควบคุมนาวาหรือเรือชีวิตของเราเองลำนี้ไป เรือวิ่งไปในท้องสมุทร พอมีลมพัดมาถามว่า เราไม่สามารถสั่งลมให้เปลี่ยนทิศได้ แต่เราสามารถปรับใบเรือของเราเองได้
แล้วนักเดินเรือที่ชาญฉลาด พอปรับใบเรือเสร็จสามารถวิ่งทวนลมได้ด้วยซ้ำไป ลมพัดจากตะวันออกไปตะวันตกไม่จำเป็นว่าเราจะต้องไปตามไปตามทิศตะวันตก ตามลมพัดไปไม่ใช่ นั่นสำหรับนักแล่นเรือที่ปล่อยเรือไปตามยถากรรมเท่านั้นที่จะเป็นอย่างนั้น แต่นักเดินเรือที่ชาญฉลาดสามารถปรับจูนใบเรือวิ่งสลับฟันปลาเฉียงไปเฉียงมา แล้วก็เอาแรงลมนั่นแหละส่งเรือตัวเอง ให้ไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ ทิศทางที่พึงประสงค์ ถึงเป้าหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยได้ เหมือนกันนาวาชีวิตของเราลำนี้เราแล่นไป เราไปสั่งเหตุการณ์รอบข้างมันยาก จะให้คนนั้นเขาเป็นอย่างนั้นคนนี้เขาเป็นอย่างนี้ สถานการณ์รอบตัวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เราสั่งยาก แต่เราสามารถปรับจูนใบเรือก็คือ ปรับจูนใจของเราได้ ปรับจูนความคิดของเราเองได้ ถ้าเราปรับความคิดของเราเองได้ เราจะอาศัยสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเป็นพลังขับเคลื่อนนาวาชีวิตลำนี้ไปสู่ความสำเร็จไปสู่เป้าหมายปลายทาง ที่พึงประสงค์ได้ เช่นเดียวกัน นี่คืออานุภาพของการมองบวกและคิดบวก
เพราะฉะนั้นจากนี้ไป จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเราก็ตาม หนักหน่วงสาหัสเท่าไหร่ก็ตาม ขอให้มองบวกและคิดบวกเสมอ แล้วเราจะเป็นคนหนึ่งที่มองโลกได้สดสวยดูรอบข้างก็สดใส และเป็นผู้ที่ประสบความสุขความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC






*เมื่อสมัครแล้วจะมี verify e-mail ไปแจ้งให้คลิกเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง 







