
วันนี้เรามาศึกษากันเรื่องของภัยพิบัติ ภัยพิบัติแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 แบบคือ
- ภัยพิบัติจากธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ลมพายุพัด
- ภัยพิบัติจากน้ำมือมนุษย์ จากน้ำมือมนุษย์ก็ เช่น การรบราฆ่าฟันกัน การกลั่นแกล้งกัน การวางระเบิด (ระเบิดเครื่องบิน,ระเบิดรถไฟ) ซึ่งเกิดจากน้ำมือมนุษย์
ภัยพิบัติที่น่ากลัวที่สุด มีอยู่ 3 แบบ
1. เกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก เรียกว่า ถ้าเกิดแล้วก็จะหมดทั้งโลกเลย ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งสึนามิทั้งหลายที่ว่าหนัก ๆ พายุนากีส เพราะที่กล่าวมาแล้วถ้าตายอย่างมากแค่ 100,000 – 200,000 แต่ว่าไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ถ้าเกิดตอนนี้เป็นอาจจะมีการตายมากกว่า 6,000 ล้านคน สัตว์ทั้งหลายเรียบ แล้วไม่แค่นั้นสวรรค์ 6 ชั้นยังโดนเผาไปด้วย รูปพรหมอีก 3 ชั้นเรียบไปด้วย ไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก เกิดเพราะแรงโทสะมนุษย์ เมื่อยุคใดมนุษย์มีโทสะมากจะเกิดการสะสมของแรงโทสะของคน โลกก็ค่อยๆ ร้อนขึ้น ๆ ถึงจุดหนึ่งเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก พระอาทิตย์เกิดขึ้นมา 7 ดวงแล้วโลกก็ลุกเป็นไฟขึ้นมา เผาผลาญครั้งยิ่งใหญ่อย่างรุนแรง
2. น้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก น้ำนี่น่ากลัวยิ่งกว่าไฟ บางคนบอกน้ำดูเย็น ๆ ดี ใครไปเจอน้ำท่วม เจอสึนามิเข้าจะพบว่าน่ากลัวจริง ๆ ตอนน้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก สวรรค์ก็ยังโดนล้างไปด้วย ชั้นพรหมหมดไปถึง 6 ชั้น ตอนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกแค่ 3 ชั้น แต่น้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลกหมดไป 6 ชั้น รูปพรหม 6 ชั้นหมดเรียบ สาเหตุที่เกิดเกิดว่าเมื่อไรที่ความโลภ โลภะ หรือ ราคะ เกิดขึ้นท่วมโลกเมื่อไร จะค่อย ๆ สะสม ๆ รุ่นต่อรุ่น ๆ มากขึ้น ๆ ถึงจุดหนึ่งทำให้เกิดน้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลกขึ้นมา
3. ลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก ลมลมบรรลัยกัลป์นี่น่ากลัวที่สุดยิ่งกว่าน้ำยิ่งกว่าไฟ ตอนเกิดลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก โลกกับสวรรค์หมดเหมือนกัน แต่ว่าชั้นพรหมหมดไปถึง 9 ชั้น ชั้นพรหมมีทั้งหมด 16 ชั้น หมดไปถึง 9 ชั้น ลมนี่แรงยิ่งกว่าน้ำและก็ยิ่งกว่าไฟ สาเหตุที่เกิดลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก ก็จะเกิดในยุคที่มนุษย์มีกิเลสตระกูลโมหะมาก ๆ มีความลุ่มหลงมัวเมามาก ๆ สะสม บ่ม นาน ๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดเป็นลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก

ฉะนั้นเราจะเห็นว่าไฟบรรลัยกัลป์ก็ตาม น้ำบรรลัยกัลป์ก็ตาม ลมบรรลัยกัลป์ก็ตาม ดูตามหลักเหมือนจะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ต้นเหตุจริง ๆ สุดท้ายแล้วพบว่าเกิดจากคน กิเลสในใจคนเหนี่ยวนำให้เกิด ดังนั้นภัยธรรมชาติที่ว่าถึงปัจจุบัน จะพบว่าจริง ๆ ก็เกิดมาจากคนเหมือนกัน เอาแค่ระดับที่เราเองพอจะมองออกก่อนก็ได้ เช่นการเกิดไฟป่าเมื่อต้นปี 2551 – 2552 เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในออสเตรเลีย คนตายเป็นร้อยกว่าคนสูงสุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย สาเหตุที่เกิด เกิดจากว่าวัยรุ่นจุดไฟเล่น เผาเล่นเห็นไฟมันลุกแล้วก็สนุกดี พอจุดแล้วไฟลุกเกิดความโกลาหนวุ่นวาย ผู้จะเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่สำคัญ มีพาวเวอร์ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนกัน รัฐบาลออกมาวิ่งเต้น ทีวีออกข่าวทุกช่อง พอใจที่ตนเองเป็นต้นเหตุแห่งความหายนะ ทำให้รู้สึกถึงความสำคัญของตัวเอง แล้วก็สะใจ ใจคนพอคิดทางผิดน่ากลัวขนาดนี้ นายกออสเตรเลียมาประกาศว่าผู้ที่ทำอย่างนี้ถือว่าเป็นการประกอบอาชญากรรมครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่โทษที่จุดไฟธรรมดา ถ้าจับได้มีความผิดเท่ากับฆ่าคนเป็นร้อย นี่คือการก่ออาชญากรรม ความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์เป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญ
มาดูไฟป่าเมืองไทย พอหน้าแล้งติดไฟเป็นพัน เป็นหมื่นจุด สาเหตุก็มาจากคน ในบางที่เจอภูเขาทั้งลูก 2,000 – 3,000 ไร่ พอหน้าแล้งหญ้าแห้งได้ที่ชาวบ้านจะจุดไฟเอาหญ้าเลี้ยงวัว แต่พอจุดไฟแล้วไฟลามใช้เวลาแค่ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะว่าพอไฟลุกแล้วอากาศจะลอยตัวขึ้น อากาศเย็นข้าง ๆ จะดันเข้ามาจะเกิดเป็นลมด้วย ลมช่วยพัดให้ไฟลุกเร็วมาก 2,000 – 3,000 ไร่ แค่ไม่กี่ชั่วโมงหญ้าก็ไหม้หมด แล้วพอหญ้าโดนเผาหมดผ่านไปสัก 2 – 3 อาทิตย์ จะมีหญ้ารำไร ๆ เขียว ๆ ขึ้นมาแล้วก็จะเอาวัวมากินหญ้า เผาป่าทั้งเขาเพื่อจะเอาหญ้าเลี้ยงวัว หรือทางเหนือบางที่ถามว่าเขาเผาทำไมทุกปี ก็บอกว่าเผาจะเอาเห็ด พอไฟไหม้แล้วเดี๋ยวสักพักจะมีเห็ดงอกขึ้นมา จะได้เก็บเห็ดไปขาย คือมุ่งเอาประโยชน์ส่วนตนเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเกิดความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างไร ไม่สนใจ
ฉะนั้นจะเห็นว่าภัยธรรมชาติจริงๆ แล้วเกิดมาจากคน หรือมองไปว่าพายุไม่น่าจะเกิดจากคน ถ้าเกิดมองแบบระยะไกลแบบไฟบรรลัยกัลป์ น้ำบรรลัยกัลป์ ลมบรรลัยกัลป์ แล้วแน่นอนเกี่ยวโยงแน่ๆ เอาแค่ระดับที่เราเองพอมองออกเราจะพบว่าช่วงหลัง ๆ มานี้พายุจะค่อนข้างแรงผิดปกติ อเมริกาก็เจอพายุหนัก ๆ เข้าไปหลายลูก พม่า บังกลาเทศก็เจอนากีสเข้าไปตายกันเป็นแสน ทำไม บางคนบอกว่าเกิดจากโลกร้อน พอโลกร้อนอุณหภูมิมีการแปรปรวน เพราะฉะนั้นดินฟ้าอากาศพอแปรปรวนพายุเกิด ก็เกิดแรงๆหนักๆ ขึ้นมา โอกาสจะเกิดน้ำท่วมก็มีมากขึ้น หน้าร้อนควรจะร้อนก็กลับเย็น หน้าหนาวควรจะหนาวก็กลับร้อน กลับตาลปัตรไปหมด ในยุโรปบางที่จะเข้าหน้าร้อนแล้ว หิมะตกอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์

ความแปรปรวนเหล่านี้ก็เกิดขึ้นมาจากคนนั่นเอง ที่ใช้ทรัพยากรอย่างถล่มทลาย ทำให้สิ่งแวดล้อมเริ่มรับไม่อยู่ โลกเริ่มรับไม่อยู่ก็เกิดอาการมาเป็นภัยธรรมชาติที่เราเห็นต่าง ๆ ถามว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราทุกคนควรจะทำอย่างไร
อดีตในโบราณเวลาที่เกิดเหตุอะไรก็แล้วแต่ เช่น ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดทุกขภิกภัยเกิดขึ้น พระราชาจะนำชาวเมืองทั้งหมดนุ่งขาวห่มขาว รักษาศีลและก็สวดมนต์ทำภาวนากัน 7 วัน 7 คืนบ้าง เป็นเดือนบ้าง สุดท้ายทุกอย่างก็จะค่อย ๆ คลี่คลาย ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์ บางคนอ่านเจอเรื่องราวเหล่านี้นึกว่าเป็นเรื่องที่คนโบราณผูกเรื่องขึ้นมา แต่ความจริงทั้งหมดคือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องที่ผูกขึ้นสร้างขึ้นแต่เป็นเรื่องจริง ๆ แล้วถูกต้องตามหลักด้วย ถ้าคนแต่ละคนอยู่ในศีลในธรรม ตั้งใจทำความดีแล้วไม่ได้ทำคนเดียว ชวนกันทำเป็นหมู่เป็นคณะยิ่งมาเท่าไรก็ตามคลื่นแห่งความดีจากใจแต่ละคนจะหลอมรวมกันเข้า ส่งผลสั่นสะเทือนไปถึงสิ่งแวดล้อมทั้งหมดให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง แล้วภัยธรรมชาติทั้งหลายก็จะคลี่คลาย ภัยจากน้ำมือมนุษย์ตรง ๆ ก็จะเบาลง แล้วภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนว่าแม้กระทั่งแผ่นดินไหว หรือ สึนามิอื่น ๆ ก็จะเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ การทำอย่างนี้อย่าไปรอใคร ขอให้เริ่มต้นที่ตัวของเราก่อน แล้วเมื่อทำแล้วช่วยชวนทุกคนรอบข้างให้ร่วมมือกันทำด้วย ถ้าทุกคนเริ่มต้นด้วยตัวเองอย่างนี้ จะเริ่มได้ทันที แล้วพอรวมกันเข้าแล้วเดี๋ยวคลื่นความดีจะขยายวงกว้างออกไป แล้วนำสันติสุขความสงบร่มเย็นกลับคืนมาสู่โลกของเราได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC






*เมื่อสมัครแล้วจะมี verify e-mail ไปแจ้งให้คลิกเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง 







