ทางสู่ความสำเร็จ

การจะให้เกิดความสุขความสำเร็จในชีวิต มีบางแง่มุมที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้าม เพื่อเสริมชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของทุกคนให้มีความสุข  แล้วสิ่งนั้นจะนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของเรา คือ เรื่องพรหมวิหารธรรม แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องทำงานตรงๆ ก็จะเป็นหมวดธรรม อิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ  วิมังสา แต่พรหมวิหารธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 4 ข้อที่นำความสำเร็จมาให้ตัวของเราเองทุกๆ คน

เมตตา คืออะไร  ในพระบาลี เมตตา ก็คือ ปรารถนาให้คนอื่นเขาเป็นสุข ถ้ากรุณาคือ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ สองคำนี้บางคนจะใช้ควบคู่กัน เมตตากรุณา อย่างเช่น เมตตา คือ อยากให้เขาเองเป็นสุขต่อไปเรื่อย ๆ กรุณาคือ เขากำลังลำบากเป็นทุกข์อยู่  เราอยากจะช่วยเขาให้พ้นทุกข์ มุทิตาคือ ยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดี คือเขาประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าเราก็ดีใจด้วย  ไม่อิจฉาริษยา เขาเรียกว่า มีมุทิตาจิต อุเบกขาคือ มีใจเป็นกลางเที่ยงธรรม  เมื่อถึงคราวที่บางอย่างที่เขาทำไม่ถูกต้อง  ไม่เหมาะสมหรือยังไงหรือเราช่วยแล้วมันยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร  เราก็ไม่ได้ไปหวั่นไหวอะไรจนเกินไป ใจนิ่ง ๆ เป็นกลางนี่คือ อุเบกขา ในธรรมะ 4  ข้อนี้จะเอื้ออำนวยความสุขและความสำเร็จมาสู่ชีวิตของเราเองได้อย่างไร  ข้อแรกเมตตา  คือปรารถนาให้เขาเป็นสุข  คนเราทุกคน เราต้องรู้หลักว่า มีทั้งข้อดีและมีทั้งข้อเสีย เราเองในชีวิตของเราเองจะต้องมีความสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเรื่องหน้าที่การงาน ดังนั้น ขอให้ทุกคนอย่าผูกโกรธกัน  ถ้าเราไปโกรธใคร รู้สึกไม่ชอบหน้า  เราจะไม่ค่อยอยากให้เขาเป็นสุข แต่ว่าถึงคราวที่เขามีความสุขเราเองจะกลับเป็นทุกข์  ตรงนี้อย่าให้มี อยากให้เข้าใจความจริงของชีวิต ว่าทุกๆ คน ก็จะมีทั้งสุขและทุกข์ เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเราไม่ผูกโกรธใคร ไม่มีใครเป็นศัตรูถาวรของเรา หรือไม่มีใครเป็นคู่แค้นคู่อาฆาตถาวร ขอให้เราอโหสิกรรมให้หมด  มีอะไรบางอย่างที่เขาทำไม่ถูกต้องไม่เข้าท่าเราก็อโหสิกรรม  บางเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรง  แต่พฤติกรรมที่เขาแสดงออก เราไม่ชอบ ไม่ถูกชะตา ก็ให้ปล่อยวางไม่ถือโทษอโหสิกรรม และถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นเราก็ไม่ไปยุ่งกับเขา พยายามเลี่ยงๆ แล้วก็แล้วกันไป

แต่โดยภาพรวมคือ เราจะไม่มีความคิดที่อยากจะไปแกล้งใคร ไปขวางใคร ไม่ชอบหน้าใครเลย  หน้าที่การงานของเราเองที่ทำอยู่เราจะอำนวยความสะดวกบริการทุกคนอย่างเต็มที่  คือ อยากให้เขาทำงานแล้วราบรื่น  แล้วก็เป็นสุข  ถ้าเราคิดอย่างนี้ คนที่จะสุขก่อนคือตัวของเราใจเราจะโปร่งขยาย  แต่ถ้าเกิดใครไปผูกโกรธคนอื่น ใจไม่สุข  ใจมันจะหดเข้ามาทันที  ใจจะขุ่นมัวทันที  แล้วถ้าเกิดผูกโกรธมาก ๆ ท่านเรียกว่า  เห็นเขาเป็นเหมือนหนามในตาเลย คือมองแล้วเหมือนมีหนามแทงในลูกกะตา แทงที่หัวใจ ไม่กล้ามองหน้าคนอื่นตรงๆ

คนโกรธกันหนัก ๆ ผูกอาฆาตกันหนัก ๆ แม้แต่ได้ยินชื่อยังเกิดอาการไม่พอใจ แล้วไปมองเขาแต่เรื่องลบอย่างเดียว  มันผิดความเป็นจริง คนเราก็มีดีและไม่ดีปนเปกันไป  เพราะฉะนั้นอยากให้มองตรงความเป็นจริง  ขยายใจเราให้กว้าง เราจะเป็นสุข ใจโปร่งสบาย  แล้วใจที่โปร่งสบายใสๆ นี่แหละ จะทำให้เราเองเอาศักยภาพมาใช้ได้อย่างเต็มที่  เพราะฉะนั้นข้อแรกคือ ไม่คิดที่จะทำร้ายใคร ไม่คิดให้ใครเขาแย่เขาเสียหาย ทำให้เขาต้องประสบความเดือดร้อนไม่รู้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือด้วยความคิด เคลียร์ใจตัวเองให้ผ่องแผ้วเสมอ  คำว่า เมตตา  จะสำรวจตัวเราเองมีเมตตาหรือไม่นั้น  ถ้ายังผูกโกรธใครอยู่ ถ้าเกิดใครไปประสบภัยพิบัติที่ไม่ดีแล้วเราจะรู้สึกว่าพอใจ  ดีใจ สมน้ำหน้า  นั่นแสดงว่าเรา ขาดเมตตาจิตแล้ว  ผิดหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ต้องรีบปรับตัวของเราเองโดยเร็ว

ข้อที่ 2 กรุณา คือ ถ้าเขาลำบาก เราจะหาทางช่วยเขาให้พ้นจากความลำบาก เป็นผู้ใหญ่ใช้ใครทำงาน  ผู้น้อยเขาลำบากเดือดร้อนในเรื่องการทำงาน เรื่องครอบครัว  อะไรอยู่ในวิสัยจะช่วยได้เราจะช่วย อย่างน้อยคำพูดให้กำลังใจ ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ช่วยผู้น้อย แม้แต่เพื่อนกันก็ช่วยกันได้ แม้ผู้น้อยก็ช่วยผู้ใหญ่ได้ ผู้ใหญ่เดือดร้อนอยู่ ลำบากอยู่ มีอะไรที่เราเข้าไปช่วยงาน  ช่วยแก้ปัญหาให้ท่านทำเท่าที่ผู้น้อยจะทำได้  บางเรื่องท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ภัยกำลังจะมาถึงตัว  แต่เรามองเห็น ภัยนั้นเราก็ต้องช่วยผู้ใหญ่โดยอาจจะหาวิธีการ หรือกุศโลบายในการช่วย ไปบอกตรง ๆ บางครั้งท่านอาจจะไม่เข้าใจเพราะเห็นว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร

เพราะฉะนั้นการช่วยต้องใช้สติปัญญา  ให้เราคิดว่าช่วยเพราะเราเองตั้งใจอยากจะช่วย  อยากจะให้ทุกคนพ้นจากภาวะความเดือดร้อน แล้วมีความสุข  นั่นคือหัวใจของเรา แล้วนึกถึงพ่อแม่ เวลาลูกเป็นไข้ไม่สบาย ต้องทานยา เด็กไม่ชอบทานยา พ่อแม่จะต้องคอยปลอบประโลม เพื่อให้ทานยาให้ได้ คือ ต้องใช้เทคนิควิธีการทุกอย่างเพื่อรักษาให้ลูกหาย

การช่วยเหลือคนอื่นต้องช่วยด้วยหัวใจเหมือนกับพ่อแม่ทำกับลูกเหมือนกัน คือ แม้จะช่วยเขาบางทีก็ต้องใช้กุศโลบาย จนกระทั่งว่าคลี่คลายได้สำเร็จ  พอเขาผ่านวิกฤติผ่านอุปสรรคไปได้เราเองก็ชื่นใจ  พอใจแล้ว  อย่าไปตั้งเป้าที่ว่า เขาต้องระลึกถึงพระคุณของเราช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือต้องมีความกตัญญูรู้คุณ ต้องแทนคุณเราสรรเสริญยกย่องเรา  เพราะถ้าคิดอย่างนี้แล้วเราจะเกิดน้อยใจ รู้สึกว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี  ทำไมคนอื่นเขาไม่เห็นความดีของเราเท่าที่ควรจะเป็น  แล้วจะมีน้อยออกน้อยใจไปสารพัดอย่าง  ช่วยเพราะเราเองอยากจะช่วย  แล้วอยากจะให้ทุกคนรอบตัวเราเองพ้นจากภาวะความลำบาก  ทำสำเร็จเมื่อไหร่เราก็จะมีความสุข  แม้ไม่มีใครมากล่าวสรรเสริญ  ไม่มีใครมายกย่องความดีของเราก็ตาม  เราก็ชื่นใจกับผลบุญที่เกิดขึ้นในตัวของเรา

ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็จะมีความสุขใจทั้งชาติ ช่วยใครแล้วไม่ถือเป็นเจ้าบุญนายคุณ  ช่วยโดยมีจุดมุ่งหมายให้เขาพ้นจากทุกข์เราคิดได้เมื่อไรเราก็สุขเมื่อนั้น  ส่วนเขาจะมาสรรเสริญ  ยกย่อง ระลึกถึงพระคุณมาตอบแทนเรานั้นก็เป็นเรื่องของเขาซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นคนที่เขาไม่ชอบเรา พอเขาเดือดร้อน  เราไปช่วยเขา  เขาจะเปลี่ยนมาเป็นมิตร คนเราใจกับใจมันสื่อถึงกัน  พอเราเองไม่ผูกโกรธใคร  ไม่หมั่นไส้ใคร ไม่หงุดหงิดใคร  ไม่ถือใครเป็นศัตรู   เขาก็จะรับรู้ได้ เขาถึงบอกแอ็คชั่น (action)เท่ากับรีแอ็คชั่น (re-action) แบบนี้คือคนที่ฉลาดในการดำเนินชีวิต จะต้องวางจิตตัวเองอยู่ที่เมตตาและกรุณา

ส่วนมุทิตาจิต คือ เห็นเขาได้ดี ก็ดีใจด้วย แต่บางคนเห็นคนอื่นลำบากก็สงสารอยากไปช่วย แต่พอเขาดีขึ้นมาเกินหน้าเกินตาก็หมั่นไส้  ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนสังคมไทย เพราะเมื่อเขาทำดีเราก็ต้องดีใจกับเขา

ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่มีมุทิตาจิต  ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเอาไว้ เมื่อเห็นใครเขาได้ดี อย่าไปคิดว่าเขาเกินหน้าเกินตาจะมาข่มเรา  หรือว่าคนเคยเป็นเพื่อนกัน  ตอนนี้เขาแซงหน้าเราไป  คนเป็นลูกน้องเกินหน้าเราไปรับไม่ได้  อยากให้ยอมรับกันในสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จ และเห็นใครเขามีความสามารถเราสนับสนุนให้เขาเติบโตก้าวหน้าขึ้นมา และจะต้องไม่วางเป้าที่ว่า สนับสนุนมาแล้วเขาจะต้องรู้บุญคุณเราอีกนะ  เพราะเราเป็นคนช่วยขึ้นมา  เชียร์ขึ้นมาสนับสนุนขึ้นมา  เราจะไม่หวังผลตอบแทน   เราอย่าไปคิดอย่างนี้ เพราะถ้าคิดอย่างนี้จะทำให้ใจขุ่น เพราะทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย  แต่โดยภาพรวมข้อดีเขามีที่เป็นประโยชน์ต่องานส่วนรวมได้สนับสนุนขึ้นมา  จะไม่เกิดอาการว่า ทำไมคนนั้นเขาก้าวไป  คนนี้เขาก้าวไป  เราจะไม่เกิดอาการอิจฉา  ไม่เกิดอาการระแวงว่าใครจะเกินหน้าเกินตาใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นทำงานแล้วสบายใจ  ดำเนินชีวิตแล้วสุขใจ  จะได้ทั้งความสุขและความสำเร็จ และสุดท้ายคือที่คิดอย่างนี้ทำอย่างนี้ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่มีค่าสำหรับทุกๆ หน่วยงาน  แล้วจะไม่มีใครข้ามตัวเองเลย  ทุกคนเขาจะยิ่งชื่นชมยอมรับและก็ยกย่อง  โดยไม่ต้องเรียกร้องเลย  มันจะมาเองอย่างธรรมชาติ

คนเราจะยอมรับกันได้เมื่อหัวใจของเราเองใหญ่กว่าเขา  ใจเราใหญ่กว่า กว้างกว่า แล้วก็จริงใจ  สนับสนุนซึ่งมันย้อนกลับมาว่า มันทำให้ใจเราผ่องแผ้ว  ประสิทธิภาพการทำงานของเราก็ดีขึ้น 

เห็นภาพรวมของงาน ของส่วนรวมดีขึ้นด้วย  แล้วเราก็จริงใจ  ช่วยเหลือทุกคนอย่างนี้ แล้วมีเมตตาต่อทุกคนด้วย  กรุณาด้วย มุทิตาก็จะเกิดการยอมรับจะมาเป็นขั้นเป็นตอนสั่งสมไป 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี เกิดการยอมรับ ในหมู่คณะจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แล้วนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จของเราเอง  โดยไม่ต้องไปเรียกร้องจากใคร  แต่เกิดจากการยอมรับในคุณธรรมความดีในความรู้ความสามารถที่มาจากทุก ๆ คน

ข้อสุดท้ายอุเบกขา คือจะต้องมีความเที่ยงธรรม เรามีเมตตา กรุณา มุทิตาจิตก็จริง แต่ถ้าในกรณีเราเป็นผู้ใหญ่นะ  มีข้อบกพร่องที่เขาเกิดขึ้นมา แล้วเกิดความเสียหาย ก็ต้องว่าไปตามเนื้อผ้า   เรื่องส่วนตัวมีอะไรช่วยเหลือกันได้เต็มที่เลย แต่ในแง่เรื่องส่วนรวมทุกอย่างว่าตามกรอบตามกติกาด้วยความเที่ยงธรรม พอยุติธรรมไม่ลำเอียงอย่างนี้แล้ว  เราจะดำเนินชีวิตเราเองไปได้อย่างถูกหลัก

เมตตา กรุณา ถ้าไม่มีการพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะช่วยหรือไม่เพราะบางทีก็เป็นเรื่องที่นำความเดือดร้อนมาสู่หมู่คณะหรือตัวเราเอง จำเป็นต้องมีอุเบกขาจิตเป็นตัวรั้ง ว่าจะเมตตา  กรุณา มุทิตายังไงก็แล้วแต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมด้วย  มีความเที่ยงธรรมในใจ  นี่จึงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักยึดของส่วนรวมได้อย่างนี้

ทั้ง 4 ประการ เมตตา กรุณา  มุทิตา และอุเบกขาเป็นพรหมวิหารธรรม ธรรมะของผู้ใหญ่  ธรรมะของทุก ๆ คนที่ทำให้ทำงานและดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข และความสำเร็จ

ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC