ข้อมูลกัดกร่อนตามเวลานั้นเป็นอย่างไร
มันเป็นเรื่องธรรมดาว่า พอเวลาผ่านไปบางอย่างชักจะมีการลืมเลือนไปบ้าง คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนาหลาย ๆ คำเราก็ยังเพี้ยน เช่น คำว่า “มานะ” ที่แปลว่า ความถือตัว แต่ปัจจุบัน ความหมายของมันแปลว่าความมานะพยายาม ความหมายก็กลายเป็นนัยยะทางดีไป มานะคือความถือตัวอย่างยิ่งยวด มันไม่ค่อยดี มันก็จะกลายเป็นทิฐิ ความถือ แต่พอเป็นความหมายรวมๆ ความถือตัวอย่างยิ่งยวดบวกกับคำว่า วิริยะอุตสาหะ เลยกลายเป็นพากเพียรพยายาม มานะพากเพียร มานะพยายาม นัยยะความหมายเลยเกี่ยวกับเรื่องความขยันความอดทน นี่คือการเปลี่ยนแปลงของความหมายของคำตามเวลาที่ผ่านไป จะถือว่าเป็นข้อมูลที่กัดกร่อนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาส่วนหนึ่งก็ว่าได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมทั่วไป
แล้วเราควรทำตัวยังไรเมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และก็ไม่เพี้ยน ไม่กร่อนไปตามเวลา
ประการแรกคือ ให้เราเองมีฐานข้อมูลในใจจำนวนหนึ่งก่อน ข้อมูลปัจจุบันผ่านการบอกเล่าของคนรอบตัวเรา หรือผ่านสื่อต่างๆ รอบตัวบ้าง ข้อมูลเหล่านั้นตรงก็มีเพี้ยนก็มี ทำยังไงเราจะไม่รับข้อมูลเพี้ยน ๆ เข้ามาอยู่ในใจของเราเอง เพราะข้อมูลเพี้ยนจะทำให้เราเองตัดสินใจเพี้ยนตามไปด้วย เพราะฉะนั้นข้อแรกคือว่า เราต้องสะสมข้อมูลพื้นฐานจำนวนหนึ่งในตัวเราเองเพียงพอ ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจสมมุติว่าเราอ่านข่าวตอนนี้อเมริกาเกิดวิกฤติ ”ซับ ไพรม์” (Sub-Prime) ขึ้นมา เศรษฐกิจกำลังกระทบกระเทือนทั่วโลกอย่างนี้เป็นต้น เราจะเชื่อไหม นิตยสาร หนังสือพิมพ์คอลัมน์เศรษฐกิจต่าง ๆ ลงข้อมูลตัวเลขบางครั้งก็ตกเลข 0 ไป บางทีก็เกินไปตัวสองตัวบ้าง แค่เลข 0 เกินไปหนึ่งตัวก็จะมีผลจาก 1,000,000 ล้านกลายเป็น 10,000,000 ล้านหรือบางทีเลข 0 หายไปหนึ่งตัวจาก 100,000,000 ล้าน เหลือ 10,000,000 อย่างนี้เป็นต้น มันเพี้ยนไปทีละ 10 เท่า บางทีหน่วยของเขาเองเป็น billion คือ 1,000,000,000 ล้าน ผู้แปล แปลข้อมูลคลาดเคลื่อนแปลเป็นหน่วยแค่ million คือ 1,000,000 เดียว ความหมายก็เพี้ยนไป 1,000 เท่าอย่างนี้เป็นต้น
ถ้าหากเราเองเราไม่มีข้อมูลพื้นฐานในใจว่าเขาเขียนว่ายังไง เราก็เชื่อตามนั้นหมด แล้วเราก็จะได้ข้อมูลเพี้ยนๆ ในใจ ไปพูดต่อก็เพี้ยนต่อ แต่ถ้าเกิดเรามีข้อมูลพื้นฐานในใจ ทราบข้อมูลมาก่อนว่าขณะนี้เศรษฐกิจในอเมริกาเป็นอย่างไร ประชากรอเมริกาประมาณ 300 ล้านคน รายได้ต่อหัวประมาณ 4 หมื่นกว่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี GDP อเมริกาปีนึงประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเศษ
ถ้าเรามีข้อมูลพื้นฐานไว้ในใจ ข้อมูลตัวเลขบางอย่างที่ออกมาถ้ามันเพี้ยน 100 เท่า 1,000 เท่า เรารู้ทันทีว่ามันเป็นไปไม่ได้ อันนี้มากเกินไป อันนี้น้อยเกินไปเราจะสามารถเริ่มแยกแยะออกว่าข้อมูลไหนควรเชื่อ ไม่ควรเชื่อ ไม่ใช่เขาว่า เลยเชื่อตามเขาหมด จะไม่เป็นอย่างนั้น เราจะเช็คข้อมูลด้านไหนก็ต้องสั่งสมข้อมูลในใจในเรื่องนั้น ๆ อยู่ระดับหนึ่ง ถึงคราวจะรับข้อมูลอะไรเข้ามาต้องมีการตรวจสอบในใจตลอดเวลา อย่าไปคิดว่า ใครมาอ่านแล้วจะมานั่งคิดจะทันได้ยังไง ถ้าทำจนคุ้นเคยเข้าจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของเรา อ่านไปเรื่อยๆ อย่างเร็วด้วย อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ได้ไหม อันนี้เป็นไปได้ไหม ต้องมีข้อมูลพื้นฐานในใจเพียงพอระดับหนึ่ง เรารับข้อมูลอะไรต้องตรวจสอบตลอด ไม่ใช่เขาว่าเลยเชื่อตามเขาหมด
ประการที่ 2 คือว่า เวลาเราอ่านหรือรับฟังข้อมูลอะไรไปแล้ว เขาให้เหตุผลให้ข้อมูลเรามายังไง เราก็อ่านตามคิดตาม แต่ไม่ใช่ว่า คิดตามที่เขาว่าไปเรื่อยๆ อย่างเดียว อย่างนั้นเรามีสิทธิ์ถูกเขาจูงได้ แล้วก็เชื่อตามที่เขาบอกมา แต่เราเองคิดตามเขาแล้ว ต้องรู้จักถอยออกมาเพื่อดูภาพรวมทั้งหมดว่า เขากำลังจูงเราไป หลักการ เหตุผล ตรรกะที่เขาให้มันใช้ได้จริงไหม ถ้าเราถอยดูภาพรวมมองเห็นต้นไม้ทั้งต้น แล้วค่อยเจาะลึกลงไปถึงรายละเอียด พอสักพักถอยไปดูต้นไม้ทั้งต้นสลับเป็นระยะ ๆ อย่างนี้แล้วล่ะก็ เราจะไม่ถูกใครจูงไปในทางที่ผิด เพราะเราเห็นภาพรวมเสมอ ตรงนี้มีความสำคัญ
ตอนนี้เราฟังแล้วอาจจะเข้าใจระดับหนึ่งนะ แต่ว่าพอจับหลักนี้แล้วค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ใช้ไปจนเกิดความคุ้นเคยเราจะแจ่มแจ้ง แล้วตระหนักถึงความสำคัญว่า การตรวจสอบข้อมูล การเจาะลึกลงในรายละเอียด แล้วการถอยออกมาเพื่อดูภาพรวมทั้งหมดมีความสำคัญ ถ้าเขาบอกว่า ทำอย่างนี้แล้วประเทศชาติจะดีขึ้น เราคิด ๆ ตามเขาพูดดูมีเหตุมีผลนะ แต่พอถอยดูภาพรวมว่ามันใช่จริง ๆ อย่างที่เขาว่าหรือเปล่า แล้วพอเวลาผ่านไปเป็นอย่างนั้นจริงไหม ถ้าไม่ใช่แสดงว่าไม่ถูก สิ่งที่เขาบอกมาหลักการ เหตุผล ตรรกะนั้นใช้ไม่ได้ ต้องมีการตรวจสอบ มีการเช็คอย่างนี้เสมอ เราจะได้ไม่ถูกจูงไป ไม่อย่างนั้น อย่างที่เคยบอกพวกเราไว้แล้วว่า คนมีความรู้บางทีถูกหลอกง่าย เพราะคนมีความรู้จะชอบคิดอะไรด้วยตรรกะ เขาพูดฟังแล้วมีเหตุมีผลก็จะเชื่อตามเขา แต่บางนัยยะคนจนๆ คนมีการศึกษาน้อยกลับหลอกยาก เพราะไปพูดตรรกะเขาไม่เข้าใจนะ บอกอย่างนี้แล้วจะดี เขาล้วงกระเป๋าในกระเป๋าไม่มีเงิน ขายข้าวราคาไม่ดี เศรษฐกิจไม่ดีทุกอย่างแล้วจะไปบอกว่า ดียังไง เขาไม่เชื่อ เพราะว่าเขาตัดสินด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เขาไม่ได้ตัดสินด้วยความคิดตรรกะ
เพราะฉะนั้นบางนัยยะ คนการศึกษาน้อยกลับหลอกยากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตเขาโดยตรง แต่คนมีความรู้นี่แหละชอบคิดด้วยตรรกะจึงทำให้โดนหลอกง่าย เพราะฉะนั้นเราเองถ้าเกิดอยากจะเป็นคนมีความรู้แล้วหลอกยาก คือรู้ต้องให้รู้จริงไปเลย แล้วจับหลักได้ว่า ใครจะมาบอกอะไรต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เช็คเสมอ ไม่ได้ฟังแล้วเชื่อทันที อย่างนี้แล้วล่ะก็เราจะเป็นผู้มีปัญญาแตกฉาน เป็นคนมีความรู้ ที่ไม่ใช่รู้ตามตัวหนังสือ แต่สามารถดึงดูดเอาความรู้นั้นนะมาเป็นเนื้อเป็นหนังมาเป็นตัวเป็นตนของเราจริงๆ เป็นความรู้เป็นๆ ไม่ใช่ความรู้แข็งๆ ตามตำราเท่านั้น แล้วสามารถหยิบยกมาใช้ได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ
ประการที่ 3 คือว่า บางคนบอกมันไม่ง่ายเลยที่ต้องสั่งสมความรู้ในตัวพอ จะศึกษาเรื่องอะไรก็ต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่องนั้นในระดับหนึ่ง ข้อมูลพื้นฐานคอยตรวจสอบ คอยเช็คได้ แล้วมันจะไหวเหรอ เมื่อรู้สึกว่าไหวก็ค่อยสั่งสมไปเรื่อย ๆ จะค่อยมากขึ้น ความรู้พื้นฐานเราจะค่อยมากขึ้น ไปเรื่อย ๆ แล้วพอใช้ในในการตรวจสอบบ่อย ๆ ความรู้พื้นฐานก็จะไม่ลืมด้วย ถ้ารู้แล้วไม่ใช้จะลืมง่าย พอรู้แล้วใช้บ่อย ๆ จะไม่ลืม เชื่อมโยงความรู้ได้ แล้วก็ต้องเจาะรายละเอียดคิดตามแล้วถอยดูภาพรวมอีกต้องฝึกความคุ้นเคย จะค่อย ๆ คุ้นขึ้น ชำนาญขึ้น เก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในระหว่างที่เรารู้สึกว่า เรากำลังฝึกอยู่ ยังไม่ถึงขนาดเก่งกาจอะไร เพราะฉะนั้นยังมีสิทธิ์โดนเขาหลอกได้อยู่ ยังมีสิทธิ์เจอข้อมูลเพี้ยน ๆ ได้อยู่ แล้วจะทำยังไง ก็ต้องข้อ 3 คือ ให้พยายามอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ถ้าในแง่ตัวบุคคลคือครูบาอาจารย์จะเป็นทางโลกก็ตาม ทางธรรมพระภิกษุสงฆ์ก็ตาม ที่ให้ความรู้ให้ความกระจ่างในเรื่องต่างๆ ได้ดีจริงๆ มั่นใจในคุณธรรมของท่านได้ดีจริงๆ
ถ้าเกิดในแง่สื่อก็คือว่า ให้เลือกสื่อที่เชื่อถือได้ ในสื่อฉบับเดียวกันถ้าเกิดเป็นลักษณะเป็นคอลัมน์ เป็นข้อเขียนใครที่เขียนแล้วเชื่อถือได้พยามยามเลือก เชื่อถือได้ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงว่า เป็นคนฉลาดอย่างเดียว นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ฉลาดแต่แกมโกงเข้าจูงเราไปในทางที่ผิดได้ถนัดเลยนะ แต่ว่าต้องเป็นคนที่ให้ข้อมูลเรา วิเคราะห์แล้วตรงไปตรงมาด้วยความเป็นกลางจริง ๆ ศึกษาแล้ว อ่านแล้วได้ปัญญา ถ้ายิ่งเช็คแล้วสอดคล้องตรงภาพรวมทั้งหมด เราให้น้ำหนักเขาค่อนข้างมากขึ้น แต่ถ้าเกิดเช็คแล้วบางทีก็ใช่ บางทีก็ไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องนั้นเขามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเปล่า เขาเข้าข้างใครอยู่หรือเปล่า พอแยกแยะอย่างนี้ได้ชัดเจน เราก็จะให้น้ำหนักของสื่อแต่ละฉบับแต่ละคอลัมน์ได้ตรงความเป็นจริง
แล้วขณะเดียวกันถ้าหากว่าเป็นหนังสือก็เลือกหนังสือที่ไม่ใช่อ่านเอาสนุก แต่ว่าอ่านเอาความรู้ ผู้เขียนที่ทรงภูมิปัญญา ซึ่งจะทำให้เราได้ความรู้ได้แง่มุมมองแง่คิดใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ทำให้กระบวนการในการฝึกตัวเองเพื่อประเมินข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
ประการที่ 4 ข้อสุดท้าย เราเองจะศึกษาเรื่องอะไร จะคิดเรื่องอะไรอย่าจบแค่ทฤษฎี แต่พยายามไปถึงภาคปฏิบัติด้วย บางเรื่องทางทฤษฎีฟังดูดีนะ แต่ปฏิบัติแล้วมันทำไม่ได้ เพราะมีบางแง่มุมที่ลืมนึกไปก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อทฤษฎีเสร็จเรียบร้อย มันต้องทดลองปฏิบัติดูว่า มันจริงตามที่คิดอย่างนั้นไหม หรือบางเรื่องถกแล้วไม่ลงตัว มีความเห็นเป็นสองฝ่าย ถ้าทดลองได้ อย่าพึ่งมาเถียงเลยเถียงยังไงก็ไม่จบ บางทีตัดสินว่า ใครชนะก็โดยที่ว่าคนนั้นเป็นผู้ใหญ่กว่า น้ำหนักดีกว่า ให้เหตุผลเก่งกว่าอาจจะผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นมาทดลองทำดูว่า มันจริงตามนั้นไหม พอทดลองทำจริง ผลออกมาชัดเจน
ต้องบอกว่าประเทศจีนตอนนี้พัฒนาได้เร็วมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เพราะเขาใช้หลักนี้ แต่ก่อนจะถึงจุดนี้จีนจะสู้กันมากในเรื่องทฤษฎีว่า ใครเป็นลัทธิแก้หรือเปล่า จะต้องกอดคัมภีร์ของคาร์ลมาสร์ก์ค (Karl Marx) ของเลนิน(Lenin) ของเหมาเจ๋อตุง ใครคิดเรื่องการตลาดนิดเดียวจะหาว่าเป็นลัทธิแก้ เป็นพวกทุนนิยม เป็นพวกอะไรต่าง ๆ ไปสารพัด แล้วโจมตีเสียผู้เสียคนไปเลย จนกระทั่งว่าเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมามีอำนาจได้ จึงใช้หลักว่า คลำหินข้ามห้วย คือลองดูเหมือนเดินข้ามห้วยไม่เห็นพื้นเป็นยังไงค่อย ๆ คลำหินไปเตะไปไต่ไป ถ้ามันใช่ก็เดินต่อ ถ้าไม่ใช่เป็นหลุมเป็นบ่อก็หักหลบซะเลี่ยงซะ บอกให้ใช้เศรษฐกิจการตลาดใหม่ ๆ คนค้านเยอะมันขัดกับหลักคอมมิวนิสต์ เติ้งเสี่ยวผิง บอก แมวสีอะไรไม่สำคัญจับหนูได้ก็แล้วกัน การตลาดไม่ใช่ของทุนนิยมใครก็ใช้ได้ เหมือนกับการวางแผนส่วนกลางไม่ใช่มีแต่คอมมิวนิสต์ใช้ เศรษฐกิจทุนนิยมประเทศต่าง ๆ ก็ยังมีการวางแผนจากส่วนกลางหรือรัฐบาล เพราะฉะนั้นการตลาดไม่ใช่ว่าเป็นของทุนนิยมใช้ได้เท่านั้นคอมมิวนิสต์ก็มีโอกาสใช้เหมือนกัน
เมื่อปลดปล่อยทางความคิดอย่างนี้ เพื่อไม่ให้เถียงกันมากเกินไป ขอพื้นที่เล็ก ๆ ที่เซินเจิ่น ที่ฮ่องกง หมู่บ้านชาวประมงมีคนแค่ 3 หมื่นเอง ทดลองเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พอทำแล้วมันได้ผลดีนี่ ขอขยายเพิ่มเป็นหลาย ๆ จุด จากจุดก็เป็นแถบ จากแถบก็ไปเป็นมณฑลแล้วไปทั้งประเทศ พอเป็นการทำจริงผลเกิดขึ้นมันชัดเจน มันไม่ใช่การเถียงทางทฤษฎีแล้ว แต่เป็นผลที่ประจักษ์เป็นรูปธรรมต่อหน้า น้ำหนักความชัดเจนมันจะมากกว่า
เหมือนทางวิทยาศาสตร์เขาศึกษาทางสมการ สมการคณิตศาสตร์ถอดสูตรคำนวณเสร็จเรียบร้อย ได้ผลมาอย่างนี้ มันต้องมีการพิสูจน์ โดยไปทดลองจริงในสภาพธรรมชาติ ถ้ามันจริงก็ใช้ได้ ไอน์สไตน์ถอดสมการเสร็จเรียบร้อยประกาศทฤษฎีสัมพันธภาพ ไปทดลองใช้จริงซิว่า ถ้าจริงตามไอน์สไตน์ แสงจะต้องมีการวิ่งแบบโค้ง ๆ ตามแรงโน้มถ่วง แต่ทดลองดูจริง ๆ แสงวิ่งผ่านโลกแล้วมันโค้งจริงไหม ต้องเอาของใหญ่ ๆ ระดับโลกถึงจะดึงให้แสงโค้งได้ พอทดสอบมันจริงตามที่ไอน์สไตน์บอกไว้ ทฤษฎีว่าไว้อย่างนี้ คำนวณแล้วออกมา อย่างนี้ทฤษฎีก็ได้รับการเชื่อถือ ยิ่งทดลองซ้ำ ๆ เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นครั้งแล้วมันจริงก็ยิ่งมีน้ำหนักดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเกิดเจอไม่จริงทฤษฎีก็หมดน้ำหนัก
ในการดำเนินชีวิตของเราเหมือนกัน ถือเป็นวิทยาศาสตร์สังคม คิดกันแล้วถกให้รอบคอบ แต่บางเรื่องอย่าเสียเวลาเถียงกันให้ถึงที่สุดเลย เพราะมันหาคำตอบไม่ได้ มันต้องลองทำจริงดู แล้วจะพบว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นตามที่คิดไว้หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เดินหน้าต่อ ไม่ใช่ก็มาปรับศูนย์ใหม่ ยิงปืน เล็งยิง เข้าเป้าก็ยิงต่อ ถ้าไม่เข้าเป้าก็ปรับศูนย์ แล้วก็เล็งยิงใหม่ เล็งยิง ปรับศูนย์ เล็งยิง ปรับศูนย์ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนเราสุดท้ายก็เข้าเป้าจนได้
ถ้าถือหลักตามนี้แล้วล่ะก็เราก็จะเป็นคนหนึ่งที่สามารถกลั่นกรองข้อมูลมาถึงตัวและรอบด้าน แล้วประเมินคุณค่าข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ไม่ถูกหลอกไป ไม่ได้ข้อมูลเพี้ยน ๆ เข้ามา แล้วสุดท้ายเราเองจะเป็นผู้ที่ให้แหล่งข้อมูลใหม่ เอาข้อมูลหลาย ๆ อย่างมาสังเคราะห์รวมกันนำไปสู่ข้อนำเสนอข้อพิสูจน์ใหม่ ๆ ที่ดีขึ้นมาได้อีกด้วย พอเป็นอย่างนี้แล้วล่ะก็ เราจะเป็นคนที่ใช้ข้อมูลได้เป็น เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตต่อการกระทำกิจต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ แม้ข้อมูลในอดีตที่กัดกร่อนไปตามกาลเวลา เราก็จะสามารถเชื่อมโยงสาวย้อนไปตรวจสอบ เช็คจนเจอว่าจริง ๆ มันเป็นยังไงได้ด้วย ถ้าหากเป็นเรื่องที่เราเองสนใจ
ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC






*เมื่อสมัครแล้วจะมี verify e-mail ไปแจ้งให้คลิกเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง 







