การบริหารความคิด

เรื่องความคิดเป็นเรื่องใหญ่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ยังตรัสว่า ขนาดตัณหาซึ่งเรารู้ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ยังเกิดขึ้นมาจากความคิด

คือคนเราจะเกิดกิเลสขึ้นมามันเกิดความคิดนำไปเลยว่าอยากจะได้อย่างนั้น อยากจะได้อย่างนี้คิดไปคิดมามันก็เกิดขึ้นมาเลย ถ้าไม่คิด ความอยากมันก็จะลดลง ถ้าคิดทางไม่ดี ยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม ยิ่งคิดยิ่งเครียด ยิ่งคิดยิ่งเกิดอารมณ์แค้นทำลาย แต่พอคิดในทางบวกสร้างสรรค์ ยิ่งคิดยิ่งสบายใจ ความคิดเป็นตัวนำ ทำให้คำพูดและการกระทำตามมา ยิ่งโดยเฉพาะเราเองอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ เป็นหมู่คนขึ้นมา ความเห็นมันไม่เหมือนกัน จะเอาความคิดของแต่ละคนที่ต่างกันมา สรุปรวมให้ได้ข้อสรุปเป็นมติที่ประชุมจะต้องทำอย่างไงบ้าง ก็ต้องมีขบวนการในการบริหารจัดการ ซึ่งทฤษฎีต่างๆ ฝรั่งเขาเองเขาก็คิดไปสารพัด แต่ว่าอยากจะฝากแนวคิดในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารความคิดไว้ 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือว่าให้เรารู้เท่าทันตัวเอง แล้วก็หลีกเลี่ยงการคิดใน 3 เรื่อง คือ

1. กามวิตก คือว่ามีความอยากได้ คำว่ากามวิตกคือไม่ใช่คิดในกามอย่างเดียว อย่าไปคิดแต่ในเรื่องเพศอย่างเดียวจริงๆ คือจะเป็นวัตถุสิ่งของ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่ง ทั้งนั้นเลย สิ่งที่เราเองอยากได้ อยากมี อยากเป็น คนยังมีกิเลสอยู่ คิดได้ในสิ่งเหล่านี้แต่ต้องรู้ว่า ที่พอดีมันแค่ไหน คืออย่าไปโลภ อยากได้ของเขา อยากได้มากจนกระทั่งไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ถ้าในแง่การประชุมรวมกัน เราจะคิดทฤษฎีบริหารความคิดกี่อย่างก็ตาม ถ้าคนในที่ประชุมมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ จะไปอธิบายอย่างไงคุยไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะว่าเขาไม่ได้ต้องการฟังเหตุผล แต่ว่าเขาจะเอาแบบนี้ เพราะว่ามันเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของเขา แต่ละคนมีข้อสรุปอยู่ในใจของตัวเองแล้ว เพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง ถ้ามีผลประโยชน์แอบแฝงอย่างนี้แล้วทฤษฎีความคิดก็ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ข้อแรกในการบริหารความคิด ต้องหลีกเลี่ยงกามวิตก อย่าไปเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นใหญ่จนกระทั่งไปครอบงำผลประโยชน์ของคนอื่นทั้งหมด ต้องรู้ว่าที่พอดีสำหรับเราคือแค่ไหน

2. หลีกเลี่ยงพยาบาทวิตก คือความคิดไปอาฆาตเขา ใครเคยไปพูดบางอย่างไม่ตรงกับเรา รู้สึกว่าเขาหักหน้าเรา มีอะไรขึ้นมา เราจะต้องหาทางเอาคืนบ้าง วางยาบ้าง เจาะเรือใบบ้าง ถ้าคิดจะแกล้งกันไปแกล้งกันมา จะอาฆาตพยาบาทกันอย่างนี้แล้วล่ะก็ คิดทำลายกันอย่างนี้แล้วล่ะก็ ความคิดมันจะเสียหมดเลย พอมีความคิดทำลายอย่างนี้ ไม่ได้เรื่องละ เราเองคิดคนเดียวความคิดร้ายๆ จะเกิดขึ้นมาเต็มเลย อยู่ในกลุ่มในคณะถ้าแต่ละคนมีความรู้สึกว่าอาฆาตพยาบาทกันนะ สรุปเรื่องอยาก จะไม่ฟังเหตุฟังผลกันแล้ว รู้สึกว่า มันพูดอะไรผิดหมด ถ้าพวกเราพูดอะไรถูกหมด อคติเกิดขึ้นทุกอย่างจะเพี้ยนไปหมด ไม่ได้เรื่อง การจะบริหารความคิดต้องหลีกเลี่ยงพยาบาทวิตก ไม่อาฆาตพยาบาทเราดูตัวของเราเอง แล้วถ้าเกิดเป็นผู้บริหาร ก็ต้องหาวิธีการประสานประโยชน์ ให้ลูกน้องของเราเอง แต่ละคนรู้ขอบเขตตัวเองว่าแค่ไหนที่พอดี ไม่ไปเบียดเบียนผลประโยชน์คนอื่นเขา แล้วขณะเดียวกันก็ไม่เป็นศัตรูกัน เราใช้ระบบเข้าช่วยบริหารจัดการให้ดี ประสานความขัดแย้งให้ดี ถ้าอย่างนี้ล่ะก็การบริหารความคิด ถึงจะเกิดขึ้นมาได้เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นทีม

3. วิหิงสาวิตก คือคิดเบียดเบียน ตอนพยาบาทคิดจะทำลายกัน แต่ว่าวิหิงสาวิตกมันเป็นลักษณะเบียดเบียน จะไปเบียดเบียนคนอื่นเขาแล้วละทำให้เขาเสียหายอะไรต่างๆ บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดว่าจะไปฆ่าเขาแกงเขา แต่ว่าจะไปเบียดเบียนเขาละ ตระกูลใกล้เคียงกันแต่ว่าแยก ต่างๆ ในรายละเอียด อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดความคิดจะไปเบียดเบียนเขาเมื่อไหร่จะแกล้งกันเมื่อไหร่ เขาพูดอะไรมา เยาะเย้ย ความคิดไม่ได้เรื่องอะไรต่างๆ อีกฝ่ายก็ไม่พอใจขึ้นมา  รู้สึกว่านี้มันไม่ให้เกียรติ มันดูถูกเรา มันหมิ่นศักดิ์ศรีเรา คราวนี้อารมณ์มันก็เริ่มพลุ่งพล่านทั้ง 2 ฝ่าย คุยเท่าไหร่ๆ คุยไม่รู้เรื่องหรอก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ความคิดที่ควรจะต้องหลีกเลี่ยง ไม่ว่าตัวเราหรือหมู่คณะของเราก็ตาม ถึงมี 3 เรื่อง กามวิตก พยาบาทวิตก แล้วก็วิหิงสาวิตก คิดเบียดเบียน 3 อย่างนี้หลีกเลี่ยง ความเห็นที่ออกมามันถึงจะออกมาในเชิงสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์

แล้วมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากฝากเป็นเทคนิคในเชิงปฏิบัติกับพวกเราว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯท่านพูดย่อๆ ไว้เราคงเคยได้ฟัง หลวงปู่วัดปากน้ำท่านบอกว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” บางคนบอกว่า แล้วอย่างนี้แล้วจะไปคิดอย่างไง หยุดซะแล้วหยุดความคิดมันก็จบ จริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านเกรงเราจะไม่เข้าใจ ท่านเลยมาขยายความในนี้ว่า ถ้าคิดอะไรไม่ออก กำลังมึน เจอเรื่องยากๆ ไม่รู้จะเอาอย่างไงดี คิดอะไรไม่ออก ให้ออกจากความคิด คือหยุดมันซะก่อนชั่วคราว ทำจิตให้สงบแล้วเราจะพบทางออกคิดอะไรไม่ออกไปคิดทำไมมันก็ตื้อๆอยู่อย่างนั้น คิดอะไรไม่ออก ออกจากความคิดดีกว่า ทำจิตให้สงบแล้วจะพบทางออก

ในเชิงปฏิบัติขอขยายความ คือเราจะทำเรื่องอะไรก็ตามนะ คิดเรื่องอะไรก็ตาม เอาตั้งแต่เฉพาะตัวของเราก่อน จนถึงหมู่คณะก็ตาม เริ่มตัวเราก่อนคนเดียวก่อน ให้ไปหาข้อมูลเรื่องนั้นศึกษาให้ดีที่สุด ให้ละเอียดรอบคอบที่สุดเลย ไตร่ตรองพิจารณาให้ดี ถ้าเป็นเรื่องที่ยาก คิดแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเอายังไง นั่งสมาธิ ใจสบายเสร็จแล้วกลางคืนก็นอนเลย พอตื่นเช้ามาก็จะเกิดความคิดดีๆขึ้นมาว่าเรื่องนี้ควรจะเอาอย่างไง อาตมาเองตอนไปเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ก็เจอเรื่องยากๆอยู่หลายครั้ง ก็ใช้วิธีการเดียวกันอยู่หลายครั้ง คือศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบค้นคว้ารวมทุกอย่าง นักวิชาการแต่ละคนเขาว่าอย่างไง หลักฐานในพระคัมภีร์ว่าอย่างไงๆ มารวมทั้งหมดเลยนะ ศึกษาให้ดีสุด ไตร่ตรองเหตุผลทุกอย่างให้ดี เสร็จแล้วนั่งสมาธิ แล้วก็จะจำวัตร พอเช้าตื่นขึ้นมาก็มักจะได้คำตอบว่า ต้องอย่างนี้นี่เอง ตอนที่เราหลับกายละเอียดก็ช่วยคิด เบาแรงสบาย พวกเราเองไม่ใช่เฉพาะตอนเขียนวิทยานิพนธ์นะ จะแก้ปัญหาเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เราเจอโจทย์ยากๆ ปัญหาใหญ่ๆ เมื่อไหร่ ก่อนอื่นต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบรอบด้าน เรื่องนี้จะเอาอย่างไงดี ข้อกฎหมายเขามีไว้ว่าอย่างไง ข้อมูลสำคัญเราจะตัดสินอะไรความรู้สึกอย่างเดียว ต้องอิงข้อมูลไว้ก่อน ข้อมูลหลักฐาน เหตุผลความเป็นไปเรื่องราวรวมให้ละเอียดรอบคอบที่สุด ศึกษาเต็มที่เท่าที่ศักยภาพเราเองจะไปถึง เสร็จเรียบร้อย ถ้าเรื่องสำคัญๆละก็ ต้องตัดสินใจตอนที่ใจเราสบายแล้วนิ่ง ไตร่ตรองรอบคอบเสร็จ ตัดสินใจได้ตัดสินใจ ถ้ายังไม่ชัวร์ไม่แน่ใจนั่งสมาธิให้ดี หลับพักผ่อนด้วยใจสบายในอู่ทะเลบุญ ตื่นเช้ามาตอนใจปลอดโปร่งแล้วคำตอบจะผุดขึ้นมา ว่าเรื่องนี้เราควรจะเอาอย่างไงดี แล้วบางทีจะเป็นคำตอบดีๆ ที่เราเองคิดไม่ถึงมาก่อนด้วยนะ มันจะมีมุมพอดีๆ ออกมา แล้วเกิดผลดีกับเราเองอย่างไม่น่าเชื่อ เราจะพบว่าเป็นประโยชน์แก่ชีวิตเราเองอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว แล้วเป็นการหาคำตอบที่ง่ายที่สุดเพราะว่า นอน แค่ค้นข้อมูล นั่งสมาธิ หลับ ตื่นเช้ามาก็จะมีความคิดดีๆ ง่ายไหมเอ่ย ง่ายมากเลย แล้วดีมากๆ

ส่วนในหมู่คณะของเราเองก็เช่นเดียวกัน เราเองอยู่ในหมู่คณะไหนยิ่งถ้าเกิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เป็นคนดูแลหมู่คณะแล้วล่ะก็ ก็ขอให้ชักนำสมาชักในหมู่ของเราเอง ได้ทำตามหลักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือทุกคนดูแลกันด้วยจิตเมตตา ต่างคนต่างรู้ว่า เราลงแรงไปแค่ไหนสิ่ง ประโยชน์ที่เราจะได้รับคือแค่ไหน แต่ละคนจะไม่โลภจนเกินไป จนไปทับซ้อนผลประโยชน์คนอื่นเขา แต่ละคนมีขอบเขตที่พอดีๆตัวเอง ไม่มีกามวิตก จนเกินเหตุ ไม่มันก็จะไม่เกิดพยาบาทวิตกความคิดจะไปทำลายล้างอีกฝ่าย ก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วก็ความคิดเบียดเบียน วิหิงสาวิตก ก็จะเบาบางลงไปถึงคราวก็มองทุกคนด้วยความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นทีมเดียวกัน บรรยากาศการสมานฉันท์ก็จะเกิดขึ้น ความคิดความอ่านที่ดีๆ ความรู้ความสามารถทุกคนก็จะมาหลอมรวมกันได้เจอเรื่องใหญ่ๆ ต่างคนต่างแบ่งหน้าที่ไปค้นข้อมูล มาสรุปรวมกันเสร็จแล้ว ด้วยใจที่ปลอดโปร่งให้ดีล่ะก็นั่งสมาธิกันก่อนถ้าเรื่องสำคัญๆ แล้วค่อยมาสรุป จะเกิดผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนเริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายอาจารย์ฯใช้วิธีอย่างนี้เหมือนกันนะ ลุยงานหยาบไปมากๆ เข้า คนเราจะมีโอกาสเห็นไม่ตรงกัน คุณยายท่านจะบอก “เอ้าพวกท่านเดี๋ยววางงานกันก่อนเถอะ มานั่งหลับตากัน มานั่งสมาธิสักครึ่งวัน บางทีก็วันหนึ่ง “ พอใจโปร่ง ที่สรุปไม่ลงนะ มาคุยกันอีกทีลงลงตัวง่ายไปหมดเลย นี้แหละคือเคล็ดลับในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย เรามาถึงปัจจุบันนี้ได้ เพราะยึดหลักพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง หยุดเป็นตัวสำเร็จของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯใช้ได้จริงๆ แม้เราเองบอกว่าเป็นงานทางโลก มันจะใช้ได้เหรอ ไปลองดูเถอะผลดีจะเกิดขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือขบวนการบริหารจัดการความคิดในพระพุทธศาสนา

ที่มา : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC